โครงการจัดหาเงินทุน LILY ของ Coventry มียอดเงินทุนที่มีประกันชีวิตค้ำประกันแตะ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ฟอร์ตวอชิงตัน รัฐเพนซิลเวเนีย, Aug. 29, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Coventry ผู้นำและผู้ริเริ่มตลาดรองสำหรับประกันชีวิต และผู้บุกเบิกประเภทสินทรัพย์ที่มีประกันชีวิตค้ำประกัน วันนี้ประกาศความสำเร็จในการดำเนินธุรกรรมแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (asset-backed securitization) ครั้งที่สี่ภายใต้โครงการ LILY นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ส่งผลให้ยอดรวมการจัดหาเงินทุนที่มีประกันชีวิตค้ำประกันทั่วทั้งแพลตฟอร์มมีมูลค่าถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ความสำเร็จนี้ตอกย้ำสถานะของ Coventry ในฐานะแพลตฟอร์มชั้นนำสำหรับนักลงทุนสถาบันที่มองหาการลงทุนในสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับอายุขัย ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากสินทรัพย์ประเภทอื่น

ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ยังสะท้อนถึงความต้องการอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่อสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับอายุขัย และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ LILY ในฐานะหนึ่งในแพลตฟอร์มชั้นนำของอุตสาหกรรมสำหรับการเข้าถึงการลงทุนที่มีประกันชีวิตค้ำประกันผ่านตลาดหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2025 โครงการ LILY ได้แสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่องถึงความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนจากสถาบัน ด้วยการจัดโครงสร้างสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับอายุขัยให้อยู่ในรูปหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันระดับลงทุน ซึ่งเน้นหลักประกันที่มีความมั่นคง กระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ และความสัมพันธ์กับตลาดแบบดั้งเดิมในระดับต่ำ โครงการนี้ผสานความสามารถอันกว้างขวางของ Coventry ในการริเริ่มธุรกรรม ความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย โครงสร้างพื้นฐานด้านการให้บริการ และประสบการณ์ด้านการจัดโครงสร้างธุรกรรม เพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์เฉพาะทางผ่านรูปแบบ ABS ที่คุ้นเคย

“การมียอดถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญสำหรับโครงการ LILY และสำหรับตลาดสถาบันของสินทรัพย์ที่มีประกันชีวิตค้ำประกัน” Reid Buerger ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Coventry กล่าว “ที่สำคัญกว่านั้น ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่นักลงทุนตระหนักถึงคุณค่าของสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับอายุขัยมากขึ้น และประโยชน์ของการเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านี้ผ่านแพลตฟอร์มการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่มีวินัยและสามารถดำเนินการซ้ำได้อย่าง LILY เราเชื่อว่าความสำเร็จนี้สะท้อนทั้งคุณภาพของสินทรัพย์อ้างอิงและความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานที่ Coventry สร้างขึ้นเพื่อริเริ่ม วิเคราะห์ ให้บริการ และจัดหาเงินทุนสำหรับสินทรัพย์เหล่านี้ในระดับขนาดใหญ่”

การเติบโตของโครงการ LILY ตอกย้ำสถานะของ Coventry ณ จุดบรรจบของธุรกิจประกันชีวิต การเงินที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน และสินเชื่อภาคเอกชน ในขณะที่นักลงทุนสถาบันยังคงแสวงหาแหล่งผลตอบแทนที่แตกต่างและการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน Coventry คาดว่าการจัดหาเงินทุนที่มีประกันชีวิตค้ำประกันจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการสนับสนุนการขยายตัวอย่างมีความรับผิดชอบของตลาดสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับอายุขัย

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ LILY และข่าวสารอื่น ๆ ของ Coventry โปรดเยี่ยมชม www.coventry.com/news

เกี่ยวกับ Coventry
Coventry เป็นผู้นำและผู้สร้างตลาดรองสำหรับประกันชีวิต และเป็นผู้บุกเบิกกลุ่มสินทรัพย์ที่ใช้ประกันชีวิตเป็นหลักค้ำประกัน โดยดำเนินงานบนแพลตฟอร์มแบบบูรณาการในแนวธุรกิจที่เสริมกัน ได้แก่ ตลาดรองสำหรับประกันชีวิต การให้สินเชื่อเพื่อผู้มีอายุยืนยาว การจัดจำหน่ายประกันชีวิตและเงินบำนาญ และเทคโนโลยีประกันภัย จากการดำเนินธุรกิจเหล่านี้ Coventry ขยายทางเลือกทางการเงินให้แก่ผู้ถือกรมธรรม์ มอบโซลูชันด้านเงินทุนที่มีกรมธรรม์ประกันชีวิตและสินทรัพย์อื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกับอายุขัยเป็นหลักประกัน ขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยและผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษียณ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการกำหนดราคา การบริหารความเสี่ยง และประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งระบบนิเวศประกันชีวิต

Coventry ซึ่งมีแนวทางที่ยึดมั่นในสิทธิของผู้บริโภคและความโปร่งใสของตลาดมาอย่างยาวนาน ใช้ตำแหน่งผู้นำของตนเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม ขยายทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค และพัฒนาการลงทุนที่มีคุณภาพระดับสถาบันโดยมีกรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นหลักประกันอย่างมีความรับผิดชอบ ตลอดประวัติศาสตร์ของบริษัท Coventry ได้ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตมากกว่า 23,000 ฉบับ ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอายุยืนมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ จ่ายเงินให้เจ้าของกรมธรรม์มากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์ และปล่อยสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับประกันชีวิตมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Coventry โปรดเยี่ยมชม Coventry.com

ข้อมูลติดต่อด้านสื่อ:
Jonny Shiver
รองประธานฝ่ายการตลาด
[email protected]
(215) 836-8300

GlobeNewswire Distribution ID 9818042

Sigenergy เปิดตัว “SigenStor NEO” ในประเทศไทย นำเสนอโซลูชันพลังงานอัจฉริยะแบบครบวงจรรุ่นใหม่

กรุงเทพฯ, Aug. 29, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Sigenergy เดินหน้าขยายธุรกิจโซลูชันพลังงานอัจฉริยะในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่องาน “Unfold the New Era of Energy Intelligence: SigenStor NEO” ณ Capella Bangkok งานครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัว SigenStor NEO โซลูชันพลังงานอัจฉริยะแบบครบวงจรรุ่นล่าสุดของ Sigenergy อย่างเป็นทางการในตลาดไทย นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศราคาผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการ และจัดแสดงขีดความสามารถของระบบด้านการจัดการพลังงานอัจฉริยะต่อผู้เข้าร่วมงานกว่า 600 คน

Mr. Allen Zhang กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Sigenergy กล่าวเปิดงานและแบ่งปันวิสัยทัศน์ของบริษัทในการขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดพลังงาน พร้อมเน้นย้ำบทบาทของเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในการยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภค เขากล่าวว่า “วันนี้ ผมขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งานเปิดตัว SigenStor NEO เราพร้อมแล้วที่จะนำเสนอโซลูชันพลังงานแห่งอนาคตให้แก่ทุกท่าน”

Mr. Tanakrit Chotipetch กรรมการผู้จัดการของ Sigenergy Thailand กล่าวว่า การเปิดตัว SigenStor NEO สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Sigenergy ในการนำเทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะที่ใช้งานง่าย ติดตั้งสะดวก และมอบคุณค่าในระยะยาวมาสู่ผู้บริโภคและครัวเรือนไทยที่ต้องการการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

SigenStor NEO ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “A More Integrated All-in-One Solution” โดยผสานองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงาน ซึ่งรวมถึงการควบคุมพลังงาน การผลิตพลังงาน การจัดเก็บพลังงาน และไฟฟ้าสำรอง เข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ดีไซน์แบบผสานรวมนี้ช่วยลดความซับซ้อนของระบบและการติดตั้ง สถาปัตยกรรมที่กะทัดรัดและเป็นโมดูลยังช่วยให้สามารถขยายความจุแบตเตอรี่ได้ตามความต้องการด้านพลังงานของแต่ละครัวเรือน

ระบบมาพร้อม Smart Port, Backup Port และ Grid Port รวมถึง Battery Optimizer ในตัว ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อและจัดการระบบผ่าน mySigen App ซึ่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ วางแผน และปรับการใช้พลังงานให้เหมาะสม

ดีไซน์แบบครบวงจรช่วยลดจำนวนชิ้นส่วนแยกต่างหากที่จำเป็น และลดความซับซ้อนโดยรวมของระบบ ทำให้การติดตั้งและการบำรุงรักษาสะดวกยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน สถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์ยังช่วยให้สามารถปรับขนาดระบบได้ตามรูปแบบการใช้พลังงานของแต่ละครัวเรือน

Mr. Pacharapol Sangwan ผู้จัดการฝ่ายโซลูชันของ Sigenergy Thailand กล่าวว่า SigenStor NEO ผสานองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยลดความซับซ้อนในการติดตั้ง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต การจัดเก็บ และการจัดการพลังงาน เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ใช้

การเปิดตัว SigenStor NEO ในประเทศไทยนับเป็นอีกก้าวสำคัญของ Sigenergy ในการส่งมอบโซลูชันพลังงานอัจฉริยะสำหรับที่อยู่อาศัย พร้อมมอบทางเลือกที่มากขึ้นแก่ผู้บริโภคในการจัดการการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกสบาย และสอดคล้องกับความต้องการของไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

SIGENERGY THAILAND
ติดต่อ: Ms. Benjaporn Thasanabunjong โทร. (+66) 086-307-3563
อีเมล: [email protected]

ดูรูปภาพประกอบประกาศนี้ได้ที่ https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/ce9d112c-4b78-4e5f-be38-4b222ba7c71c

GlobeNewswire Distribution ID 9818040

เรือบรรทุกสินค้าเทกองแบบขนถ่ายสินค้าได้เองที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ลำแรกของโลก เริ่มดำเนินงานแล้วในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย

แอดิเลด, ออสเตรเลีย, Aug. 28, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — วันนี้ Adbri และ The CSL Group (CSL) ร่วมเฉลิมฉลองการเริ่มดำเนินงานของเรือ MV Yampu ซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้าเทกองแบบขนถ่ายสินค้าได้เองที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ลำแรกของโลก นับเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับภาคการผลิตของออสเตรเลีย นวัตกรรมทางทะเล และห่วงโซ่อุปทานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำลง

เรือความยาว 125 เมตรลำนี้สร้างขึ้นเป็นพิเศษโดย CSL เพื่อขนส่งหินปูนจากเหมือง Klein Point ของ Adbri บนคาบสมุทรยอร์กในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ไปยังโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ Birkenhead ของบริษัทในแอดิเลด ช่วยสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศ ซึ่งใช้ในบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล ถนน และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั่วรัฐเซาท์ออสเตรเลียและรัฐวิกตอเรีย

เป็นเวลากว่าหนึ่งศตวรรษที่หินปูนจาก Klein Point เป็นรากฐานของการผลิตปูนซีเมนต์ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย MV Yampu คือบทต่อไปของเรื่องราวดังกล่าว โดยผสานเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งสนับสนุนการจ้างงาน ภาคการผลิต และการเติบโตทางเศรษฐกิจ

แบตเตอรี่ของเรือจะได้รับการชาร์จขณะจอดเทียบท่าที่โรงงาน Birkenhead ของ Adbri ทำให้ MV Yampu สามารถใช้พลังงานแบตเตอรี่ในการเดินเรือได้ราว 40% ของเวลาทั้งหมด เมื่อเทียบกับเรือลำเดิมที่มาแทนที่ MV Yampu คาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลได้มากกว่าครึ่งล้านลิตรต่อปี ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการลดคาร์บอนของภาคการเดินเรือ

เรือลำนี้มีระวางบรรทุกตาย 11,900 ตัน และคาดว่าจะขนส่งหินปูนได้ 2.7 ล้านตันต่อปี  MV Yampu ได้รับการออกแบบให้สามารถใช้พลังงานแบตเตอรี่ 100% ในอนาคต

Louis Martel ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CSL กล่าวว่า:

“MV Yampu เป็นก้าวสำคัญบนเส้นทางการลดคาร์บอนของเรา และแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริงสามารถสร้างประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการตอบสนองความต้องการของการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้

การปรับปรุงทุกด้านของการจัดการสินค้า การยกระดับระบบบนเรือทุกประการ และนวัตกรรมในการปฏิบัติงานทุกอย่าง ล้วนดำเนินการโดยมีเป้าหมายเดียว คือช่วยให้ลูกเรือของเราทำงานได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน

ท้ายที่สุด เรือรุ่นนี้แสดงให้เห็นว่าการออกแบบอย่างชาญฉลาดสามารถยกระดับประสิทธิภาพได้อย่างไร”

Paul Headd ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Adbri กล่าวว่า:

“สำหรับทีมงานที่ Klein Point และ Birkenhead นี่เป็นมากกว่าการมีเรือลำใหม่เข้าประจำการ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของพวกเขาและอนาคตของภาคการผลิตในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย

ในทุกวัน หินปูนที่ MV Yampu ขนส่งจะช่วยผลิตปูนซีเมนต์สำหรับใช้ก่อสร้างบ้าน โรงพยาบาล โรงเรียน ถนน และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั่วรัฐเซาท์ออสเตรเลียและรัฐวิกตอเรีย การที่เราสามารถทำเช่นนั้นได้พร้อมกับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไปอีก ช่วยให้ Adbri ยังคงเป็นผู้นำด้านการผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำในออสเตรเลีย

Yampu ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ห่วงโซ่อุปทาน สนับสนุนการจ้างงานในท้องถิ่น และแสดงให้เห็นว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับการรักษาภาคการผลิตที่เข้มแข็งของออสเตรเลียสามารถดำเนินควบคู่กันได้”

เกี่ยวกับ CSL

The CSL Group เป็นผู้ให้บริการโซลูชันทางทะเลที่มีความซับซ้อนระดับโลก และเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินงานเรือบรรทุกสินค้าแบบขนถ่ายสินค้าได้เองรายใหญ่ที่สุดของโลก CSL มีสำนักงานใหญ่ในมอนทรีออล และดำเนินงานทั่วทวีปอเมริกา ออสเตรเลีย ยุโรป และแอฟริกา โดยให้บริการขนส่งและขนถ่ายสินค้าหลากหลายรูปแบบ และขนส่งสินค้าหลายล้านตันต่อปีให้แก่ลูกค้าในภาคก่อสร้าง เหล็กกล้า พลังงาน และเกษตรอาหาร

เกี่ยวกับ Adbri

Adbri Pty Ltd เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและแร่ธาตุอุตสาหกรรมชั้นนำของออสเตรเลีย โดยผลิตปูนซีเมนต์ ปูนขาว คอนกรีต มวลรวม ผลิตภัณฑ์คอนกรีต ยางมะตอย และแร่ธาตุอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีบทบาทสำคัญต่อการก่อสร้างบ้าน โครงสร้างพื้นฐาน และภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ด้วยเครือข่ายสถานประกอบการประมาณ 200 แห่งและพนักงาน 2,800 คน Adbri จึงเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจจากภาคก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน เหมืองแร่ และอุตสาหกรรม

ในปี 2025 Adbri มีการใช้จ่ายโดยตรงในระบบเศรษฐกิจออสเตรเลีย 1.8 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และสร้างมูลค่าเพิ่มรวมโดยประมาณ 4.1 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย รวมถึงสนับสนุนการจ้างงานเทียบเท่าเต็มเวลา 15,864 ตำแหน่ง

ข้อมูลเบื้องหลังของ Yampu

ชื่อเรือ Yampu ได้รับการคัดเลือกผ่านกระบวนการตั้งชื่อโดยพนักงานของ Adbri และมาจากภาษาของชาว Narungga และ Kaurna แห่งรัฐเซาท์ออสเตรเลีย มีความหมายว่า “โลมา” สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้นกับสภาพแวดล้อมทางทะเลและชุมชนท้องถิ่น

MV Yampu เป็นกรรมสิทธิ์และดำเนินงานโดย CSL โดยมีลูกเรือชาวออสเตรเลีย และสร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อรองรับการขนส่งหินปูนตามแนวชายฝั่งของ Adbri เชื่อมโยง Klein Point และ Birkenhead เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการที่สนับสนุนการผลิตปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง

ข้อมูลสำคัญ:

  • เรือบรรทุกสินค้าเทกองแบบขนถ่ายสินค้าได้เองที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ลำแรกของโลก
  • ความยาว 125 เมตร
  • ระวางบรรทุกตาย 11,900 ตัน
  • ความจุแบตเตอรี่บนเรือ: 6,758 กิโลวัตต์ชั่วโมง
  • คาดว่าจะขนส่งหินปูนประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี
  • เพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งหินปูนต่อปี 35%
  • คาดว่าจะลดการใช้น้ำมันดีเซลได้ครึ่งล้านลิตรต่อปี เมื่อเทียบกับเรือลำเดิม (MV Accolade II)
  • คาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 (Scope 1) ได้ 40% เมื่อเทียบกับเรือลำเดิม (MV Accolade II)
  • ออกแบบให้สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อ:

The CSL Group
Brigitte Hébert
M: +1 514 653 8854
E: [email protected]
Adbri
Georgia Allen
M: +61 419 577 446
E: [email protected]

ดูรูปภาพประกอบการประกาศนี้ได้ที่
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/152b76c7-c34f-4f6f-97de-3a3489a7262c
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/6a352379-d50f-4d4c-96a3-1937e8fe0a2a

GlobeNewswire Distribution ID 9817290

Mavenir ผนวกเทคโนโลยี Speech AI แปลงเสียงพูดแบบเรียลไทม์ของ Sanas เข้ามาเสริมในพอร์ตโฟลิโอ MAVcore Voice AI สำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคม

ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้เป็นการเสริมศักยภาพให้กับเครือข่ายของผู้ให้บริการด้วยเทคโนโลยียกระดับคุณภาพเสียงพูดแบบเรียลไทม์ ปรับสำเนียงพูด และการเข้าใจภาษา พร้อมขยายพรมแดนใหม่ ๆ ให้กับเทคโนโลยี Voice AI ระดับผู้ให้บริการเครือข่ายที่มีความปลอดภัยสูง

ริชาร์ดสัน รัฐเท็กซัส และ พาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย, Aug. 26, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Mavenir บริษัทซอฟต์แวร์ผู้สร้างเครือข่ายมือถือที่เน้น AI (AI-by-Design) และบริษัท Sanas แพลตฟอร์ม Speech AI แปลงเสียงพูดแบบเรียลไทม์ สำหรับองค์กรและการสื่อสารระดับทั่วโลก ได้ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในวันนี้ด้วยการนำเทคโนโลยี Speech AI แปลงเสียงพูดแบบเรียลไทม์ของ Sanas เข้ามาเสริมทัพในพอร์ตโฟลิโอ MAVcore Voice AI ของ Mavenir การผสานรวมเทคโนโลยีเข้าด้วยกันนี้ช่วยให้ผู้ให้บริการการสื่อสารสามารถส่งมอบฟีเจอร์ AI ปรับปรุงคุณภาพเสียงจากเครือข่ายหลักของระบบโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการไปยังผู้ใช้งานได้โดยตรง

เครือข่ายโทรคมนาคมถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อการโทรพูดคุยกัน Mavenir และ Sanas กำลังพลิกโฉมให้การเชื่อมต่อพูดคุยกันเป็นการสื่อสารระหว่างมนุษย์ที่ปลอดภัย โดยพูดคุยกันในภาษาที่ผู้โทรต้องการ ส่งมอบคุณภาพเสียงคมชัดระดับ HD Voice ที่ติดตั้งและใช้งานแบบอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่ใช้งานและควบคุมได้เองภายในเครือข่ายของผู้ให้บริการ และถูกสร้างให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและถิ่นที่อยู่ของข้อมูล การผนึกรวมเทคโนโลยีครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมการให้บริการโทรด้วยเสียงจากเดิมที่เป็นเพียงบริการพื้นฐานไปเป็นบริการรูปแบบใหม่ที่ผู้ให้บริการสามารถสร้างความแตกต่าง กำกับดูแลและสร้างรายได้ได้

หัวใจสำคัญของการจับมือผนึกกำลังกันในครั้งนี้อยู่ที่ แพลตฟอร์ม Speech AI แปลงเสียงพูดของ Sanas ที่ช่วยขจัดอุปสรรคในการสื่อสารได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าใจผู้อื่นและทำให้ผู้อื่นเข้าใจเราได้ทั่วทุกภาษา ทุกสำเนียง และทุกสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีของ Sanas ขับเคลื่อนการสื่อสารที่เป็นภารกิจสำคัญ ซึ่งความชัดเจน ความรวดเร็ว และความถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ด้วยความร่วมมือด้าน Language Assist กับบริษัท MicroAutomation ทำให้ Sanas ช่วยให้เจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุฉุกเฉินของสายด่วน 911 ได้ยินเสียงผู้โทรเป็นภาษาอังกฤษแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องใช้ล่ามและไม่มีความล่าช้า การผนึกรวมความสามารถเหล่านี้ไว้ในเครือข่ายของผู้ให้บริการโดยตรง Mavenir และ Sanas ช่วยให้สามารถขยายการให้บริการฟีเจอร์การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ การปรับปรุงคุณภาพเสียงพูด และการสื่อสารที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ในระดับโทรคมนาคม

การสื่อสารที่ปลอดภัยเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่การร่วมมือกันนี้มุ่งเน้น เทคโนโลยีการโคลนเสียงได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และผู้ประสงค์ร้ายก็ได้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้เพื่อหลอกลวงผู้คนแล้ว การผนึกรวมเทคโนโลยี Speech AI แปลงเสียงพูดของ Sanas เข้ากับพอร์ตโฟลิโอโซลูชัน MAVcore ของ Mavenir ช่วยยกระดับแพลตฟอร์มเสียงให้รวมฟีเจอร์ที่สามารถตรวจจับการปลอมแปลงใบหน้าและเสียงแบบ Deepfake และแจ้งเตือนสายหลอกลวงจากมิจฉาชีพได้ ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมมีวิธีตรวจจับและป้องกันการโจมตีด้วยเสียงสังเคราะห์ได้ในมาตรฐานระดับผู้ให้บริการเครือข่ายในขณะที่ภัยคุกคามนี้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ

โซลูชันที่ผนึกเทคโนโลยีร่วมกันนี้ได้รับการออกแบบให้สอดประสานกันและปรับแต่งให้ตรงความต้องการเฉพาะ ผ่าน AI Agent Studio ของ Mavenir ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถควบคุมบริการ ประสิทธิภาพการทำงานแบบเรียลไทม์ บริหารต้นทุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และมีความสามารถในการสร้างบริการและสร้างรายได้จากประสบการณ์ AI เชิงสนทนารูปแบบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

“บริการโทรด้วยเสียง (Voice) ยังคงเป็นบริการที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดและเป็นบริการพื้นฐานที่ผู้ให้บริการเครือข่ายมอบให้ แต่ยุคถัดไปจะเป็นการทำให้บริการดังกล่าวชาญฉลาด” Pardeep Kohli ประธานและซีอีโอของ Mavenir กล่าว “การจับมือกันกับ Sanas ทำให้ Mavenir ช่วยให้ผู้ให้บริการพลิกโฉมบริการโทรด้วยเสียง (Voice) จากการเป็นแค่บริการเชื่อมต่อให้เป็นประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และสามารถต่อยอดสร้างรายได้ได้อีกด้วย การฝังเทคโนโลยี Voice AI ขั้นสูงนี้ไว้ภายในเครือข่ายโทรคมนาคมโดยตรง ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถให้บริการฟีเจอร์การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ ยกระดับคุณภาพเสียงด้วย AI และเสริมระดับความปลอดภัยยุคใหม่ โดยขณะเดียวกันยังคงรักษาประสิทธิภาพการทำงาน ความเป็นส่วนตัวและอธิปไตยของข้อมูลไว้ได้ ซึ่งการสื่อสารยุคใหม่จำเป็นต้องมี”

“ผู้ให้บริการโทรคมนาคมถือเป็นศูนย์กลางของหลายสายสนทนาที่สำคัญที่สุดของโลกก็ว่าได้” Sharath Keshava Narayana ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Sanas กล่าว “การจับมือกับ Mavenir ช่วยให้เราเสริมศักยภาพอีกลำดับชั้นของความชาญฉลาดเข้าไปในเครือข่ายของผู้ให้บริการโดยตรง สร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการปรับปรุงคุณภาพการสื่อสาร เสริมความแกร่งด้านการรักษาความปลอดภัย และเพิ่มคุณค่าที่เหนือกว่าผ่านทุก ๆ การสนทนา เครือข่ายการสื่อสารได้เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษแล้ว เราเชื่อว่าบทถัดไปของเครือข่ายการสื่อสารจะเป็นการช่วยให้ผู้คนเข้าใจกันและกันได้ชัดเจนมากขึ้น”

Mavenir และ Sanas จะเริ่มทำการพิสูจน์ยืนยันการใช้งานทางเทคนิคร่วมกัน ต่อจากนั้นจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์แก่ผู้ให้บริการเครือข่าย

พบกับ Mavenir และ Sanas:

ร่วมสัมผัสประสบการณ์และดูว่าความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้จะช่วยเร่งการเติบโตของตลาด Voice AI ได้อย่างไร เข้าร่วมงานและพบกับ Mavenir และ Sanas ได้ที่งานกิจกรรมที่กำลังจะจัดขึ้นเร็ว ๆ นี้:

  • งาน AI-Native Telco Forum, 8-9 กันยายนนี้ ที่เมืองดุสเซลดอร์ฟ จองการประชุมพูดคุยกับเราได้ที่นี่
  • FutureNet Asia, 22-23 กันยายนนี้ ที่ประเทศสิงคโปร์ จองการประชุมพูดคุยกับเราได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Mavenir
Mavenir ช่วยสร้างเครือข่ายอัจฉริยะ อัตโนมัติ และตั้งโปรแกรมได้เกิดขึ้นได้จริง ผ่านการพัฒนาโซลูชันซอฟต์แวร์ที่เน้นโทรคมนาคมเป็นหลัก ทำงานบนคลาวด์ และออกแบบโดยใช้ AI สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ความเชี่ยวชาญเชิงลึกของบริษัทในด้านโทรคมนาคมได้รับการพิสูจน์ผ่านการปรับใช้กับผู้ให้บริการกว่า 300 รายทั่วโลกในกว่า 120 ประเทศ ซึ่งรวมกันให้บริการสมาชิกมากกว่า 50% ของโลก Mavenir ผสานประสบการณ์เชิงลึกด้านโทรคมนาคมเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์และไอที ตลอดจนทักษะด้านวิทยาการข้อมูลที่จำเป็นต่อการแก้ไขความท้าทายที่แท้จริงของลูกค้า โซลูชันซอฟต์แวร์ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วของบริษัทได้รับการออกแบบโดยมี AI เป็นแกนหลัก เพื่อส่งมอบอนาคตที่มี AI เป็นพื้นฐาน และสนับสนุนวิวัฒนาการของผู้ให้บริการไปสู่การเป็น TechCos สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ mavenir.com

เกี่ยวกับ Sanas
Sanas เป็นแพลตฟอร์ม Speech AI เสียงพูดแบบเรียลไทม์ที่ถูกสร้างเพื่อขับเคลื่อนองค์กรและแพลตฟอร์มการสื่อสารระดับทั่วโลก Sanas ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 ที่เมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย และช่วยให้เข้าใจเสียงพูดได้อย่างชัดเจนและเป็นธรรมชาติในภาษาต่าง ๆ สำเนียงต่าง ๆ และสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย แพลตฟอร์มนี้ช่วยยกระดับคุณภาพเสียงพูดแบบเรียลไทม์ ปรับสำเนียงพูด และการเข้าใจภาษา และยังสามารถฝังไว้ในแอปพลิเคชัน แพลตฟอร์ม และเครือข่ายของผู้ให้บริการได้โดยตรง ในปี 2026 Sanas ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทด้าน AI และข้อมูล อันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาในทำเนียบรายชื่อ บริษัทเอกชนที่เติบโตเร็วที่สุดของ Inc. 5000 และยังติดอันดับ 1 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย พร้อมคว้าอันดับ 8 ในภาพรวมอีกด้วย เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ Sanas.ai

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อ
Mavenir Emmanuela Spiteri
[email protected]

GlobeNewswire Distribution ID 9816393

Digital Realty ได้รับเลือกให้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ขนาด 50 เมกะวัตต์ในสิงคโปร์

ที่ตั้งแห่งใหม่ของ Digital Realty บนเกาะจูรง จะช่วยขยายแพลตฟอร์มของบริษัทในสิงคโปร์ ด้วยศักยภาพที่รองรับ AI และมีความยั่งยืน ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนบทต่อไปของการเติบโตด้านดิจิทัลของประเทศ

ออสติน รัฐเท็กซัส, Aug. 26, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Digital Realty (NYSE: DLR) แพลตฟอร์มดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่ขึ้นกับผู้ให้บริการคลาวด์และผู้ให้บริการเครือข่ายรายใด ประกาศว่า บริษัทได้รับคัดเลือกภายใต้โครงการ Data Center Call for Application ครั้งที่สองของสิงคโปร์ (DC‑CFA2) พร้อมการจัดสรรกำลังไฟจำนวน 50 เมกะวัตต์ (MW) เพื่อพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ภายในอุทยานศูนย์ข้อมูลคาร์บอนต่ำของ Jurong Town Corporation บนเกาะจูรง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำตำแหน่งของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อถือได้ เชื่อมโยงถึงกัน และยั่งยืนสำหรับภูมิภาคเอเชีย

การคัดเลือกครั้งนี้สะท้อนถึงการเข้าสู่ระยะถัดไปของการเติบโตระยะยาวของ Digital Realty ในสิงคโปร์ และจะช่วยขยายศักยภาพของบริษัทในการรองรับลูกค้าที่กำลังนำเทคโนโลยีรุ่นใหม่ของการอนุมานของ AI, การประมวลผลประสิทธิภาพสูง และภาระงานดิจิทัลระดับองค์กร มาใช้ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่นี้ได้รับการออกแบบขึ้นโดยเฉพาะเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลของสิงคโปร์ และจะได้รัยการพัฒนาให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ DC‑CFA2 ในด้านประสิทธิภาพพลังงานระดับสูงสุด พร้อมทั้งใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านช่องทางพลังงานสีเขียวมากกว่า 50% ของกำลังการรองรับทั้งหมด

Digital Realty ได้รับการคัดเลือกผ่านกระบวนการแข่งขันแบบเปิด ซึ่งนำโดย Singapore Economic Development Board (EDB) และ Infocomm Media Development Authority (IMDA) ข้อเสนอที่ได้รับคัดเลือกได้รับการยอมในด้านความสามารถในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางที่น่าเชื่อถือสำหรับ AI, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการเชื่อมต่อเครือข่าย ตลอดจนการมีส่วนช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ พร้อมทั้งผลักดันเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศ

“สิงคโปร์ถือเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ของ Digital Realty มาอย่างยาวนาน และเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการคัดเลือกภายใต้โครงการ DC‑CFA2 ในช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่ออนาคตดิจิทัลของประเทศ” Serene Nah กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Digital Realty กล่าว

“ภายใต้โครงการ DC‑CFA2 เรามีแผนขยายการลงทุนบนเกาะจูรงด้วยโครงสร้างพื้นฐานรุ่นถัดไปที่พร้อมรองรับ AI ความยั่งยืนคือหัวใจสำคัญของวิธีการดำเนินงานของเราที่ Digital Realty และเรามุ่งมั่นที่จะขยายการเติบโตอย่างรับผิดชอบควบคู่ไปกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เราขอขอบคุณรัฐบาลสิงคโปร์ หน่วยงานผู้นำ ลูกค้า และพันธมิตรของเราสำหรับความไว้วางใจและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงพนักงานของเราทุกคนที่ทุ่มเททำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ เราตั้งตารอที่จะจัดหาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมเพื่อรองรับลูกค้าอย่างยั่งยืนในศูนย์กลางดิจิทัลระดับโลกแห่งนี้” Nah กล่าวเสริม

สิงคโปร์เป็นเสาหลักสำคัญของกลยุทธ์ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Digital Realty นับตั้งแต่บริษัทเริ่มดำเนินงานในประเทศเมื่อปี 2010 ปัจจุบัน สิงคโปร์เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Digital Realty, Global Command Center และศูนย์ข้อมูลที่เปิดดำเนินงานแล้วจำนวนสามแห่ง ซึ่งมีกำลังการรองรับรวมประมาณ 84 เมกะวัตต์ ช่วยให้บริษัทมีฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางดิจิทัลระดับภูมิภาค

ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังคงเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ ขยายการใช้งานคลาวด์ บริการดิจิทัล และการประมวลผลข้อมูลระดับองค์กร เทคโนโลยี AI กำลังเร่งการเติบโตในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นบริการทางการเงิน เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และการดูแลสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนที่สิงคโปร์มีบทบาทสำคัญในระดับภูมิภาค เมื่อองค์กรต่าง ๆ นำระบบ AI มาใช้งานจริงมากขึ้น ข้อกำหนดด้านโครงสร้างพื้นฐานก็มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตามไป การอนุมานของ (AI Inference) จำเป็นต้องอยู่ใกล้กับผู้ใช้งานและข้อมูลขององค์กรมากขึ้น พร้อมได้รับการสนับสนุนจากการเชื่อมต่อที่แข็งแกร่ง ความทนทาน และความปลอดภัย

การที่สิงคโปร์มีทั้งการเชื่อมต่อที่ดี การปกครองที่น่าเชื่อถือ และระบบนิเวศดิจิทัลที่พัฒนาอย่างก้าวหน้า ทำให้สิงคโปร์พร้อมที่จะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในการสนับสนุนปริมาณงานเหล่านี้ทั่วทั้งภูมิภาค เมื่อเปิดดำเนินงานแล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่สี่ของ Digital Realty ในสิงคโปร์คาดว่าจะช่วยเสริมบทบาทดังกล่าว โดยการขยายขีดความสามารถที่มีอยู่สำหรับการใช้งาน AI และองค์กรที่มีมูลค่าสูง พร้อมเชื่อมต่อลูกค้าเข้ากับระบบนิเวศ PlatformDIGITAL® ระดับโลกของบริษัท ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่นี้จะช่วยขยายแคมปัสศูนย์ข้อมูลแบบเชื่อมต่อถึงกันของ Digital Realty ในสิงคโปร์ และเชื่อมต่อกับเครือข่ายระดับโลกผ่าน ServiceFabric® ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับจัดการและประสานงานบริการ ที่เชื่อมโยงแคมปัสเข้ากับศูนย์ข้อมูลอื่น ๆ ของ Digital Realty และศูนย์ข้อมูลของบุคคลที่สามทั่วโลก เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูล และปรับใช้เวิร์กโหลดระหว่างไซต์ต่าง ๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่บนเกาะจูรงจะต่อยอดจากโครงการด้านความยั่งยืนของ Digital Realty ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานในสิงคโปร์ การดำเนินงานของบริษัทในสิงคโปร์ในปัจจุบัน บรรลุการใช้พลังงานหมุนเวียนครบ 100% ผ่านการทำสัญญาซื้อขายพลังงานโดยตรงกับ Tuas Power นอกจากนี้ Digital Realty ยังได้ร่วมมือกับ IMDA ในการพัฒนามาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับภูมิอากาศแบบร้อนชื้นของสิงคโปร์ โดยแสดงให้เห็นว่า การปรับอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นให้สูงขึ้นสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานได้ โดยไม่ลดความทนทานในการดำเนินงาน

Digital Realty ได้ปรับอุณหภูมิการเดินระบบให้สูงขึ้น 2°C ในสองดาต้าฮอลล์ โดยอ้างอิงมาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับภูมิอากาศร้อนชื้น ส่งผลให้การใช้พลังงานโดยรวมลดลงประมาณ 2–3% ในช่วงทดลองใช้งาน นอกจากนี้ Digital Realty ยังใช้ระบบ Building Management Systems ขั้นสูงในการติดตามตรวจสอบจุดโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า 30,000 จุดทั่วดาต้าเซ็นเตอร์ในสิงคโปร์ รวมถึงการติดตามค่า Power Usage Effectiveness (PUE) แบบเรียลไทม์

Digital Realty มีแผนที่จะเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่นพัฒนาประสิทธิภาพด้านพลังงานและการใช้ทรัพยากรให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม การพัฒนาทักษะบุคลากร และความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของสิงคโปร์ในระยะยาว

เกี่ยวกับ Digital Realty
Digital Realty เชื่อมบริษัทและข้อมูลเข้าด้วยกันผ่านการให้บริการโซลูชันด้านศูนย์ข้อมูล การจัดวางเซิร์ฟเวอร์ และการเชื่อมต่อโครงข่ายอย่างครบวงจร PlatformDIGITAL® เป็นแพลตฟอร์มศูนย์ข้อมูลระดับโลกของบริษัทที่ให้บริการศูนย์กลางข้อมูลซึ่งมีความปลอดภัยให้แก่ลูกค้า พร้อมด้วยระเบียบวิธีจัดการโซลูชัน Pervasive Datacenter Architecture (PDx®) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว เพื่อเป็นขุมพลังให้แก่การสร้างสรรค์นวัตกรรม ตั้งแต่การใช้งานคลาวด์และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ไปจนถึงเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการจัดการกับความท้าทายเรื่องแรงดึงดูดของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ Digital Realty ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงชุมชนข้อมูลที่มีการเชื่อมต่อกันอย่างทรงพลังผ่านโครงข่ายศูนย์ข้อมูลระดับโลกที่มีกว่า 300 แห่ง ในพื้นที่เมืองใหญ่กว่า 55 เมือง ครอบคลุมกว่า 30 ประเทศใน 6 ทวีปทั่วโลก หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Digital Realty โปรดไปที่ digitalrealty.com หรือติดตามเราได้บน LinkedIn และ X

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ติดต่อด้านสื่อ
Joyce Ng
Digital Realty
[email protected]

นักลงทุนสัมพันธ์
Jordan Sadler / Jim Huseby
Digital Realty
(737) 281 – 0101
[email protected]

ข้อยกเว้นความรับผิด

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีข้อความเชิงคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตซึ่งอ้างอิงจากความคาดหวัง การคาดการณ์ และสมมติฐานในปัจจุบัน ซึ่งมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่อาจทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างไปอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงข้อความที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือของบริษัทและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ กำหนดแล้วเสร็จที่คาดการณ์ไว้ เทคโนโลยีเกิดใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ เป้าหมายด้านความยั่งยืน การรับรอง และกลยุทธ์ ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการด้านความยั่งยืน ความต้องการของลูกค้า และกลยุทธ์ของบริษัท สำหรับรายการและรายละเอียดเกี่ยวกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่างๆ สามารถดูได้จากรายงานและเอกสารอื่น ๆ ที่บริษัทได้ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา บริษัทขอปฏิเสธเจตนาหรือความรับผิดชอบใดๆ ในการปรับปรุงหรือแก้ไขแถลงการณ์คาดการณ์ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นผลมาจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต หรือกรณีอื่นใดก็ตาม

GlobeNewswire Distribution ID 9816202

Grand Challenges Canada และ AVPN เปิดตัว Nexa Lighthouse เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพทั่วเอเชียและแปซิฟิก

— Nexa โครงการริเริ่มระดับโลกด้านนวัตกรรมสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ ร่วมมือกับ The Lighthouse Fund เพื่อสนับสนุนโซลูชันที่นำโดยชุมชนท้องถิ่นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านสุขภาพที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศทั่วเอเชียและแปซิฟิก —

นิวเดลี อินเดีย, Aug. 25, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Grand Challenges Canada (GCC), AVPN และพันธมิตรระดับโลก เปิดตัว Nexa Lighthouse ในงาน AVPN Global Conference 2026 ในวันนี้ ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมที่นำโดยชุมชนท้องถิ่นซึ่งแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วเอเชียและแปซิฟิก Nexa Lighthouse เป็นการรวมตัวกันของ Nexa โครงการริเริ่มระดับโลกด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพที่นำโดย GCC และ Science for Africa Foundation ร่วมกับ The Lighthouse Fund โครงการริเริ่มที่นำโดย AVPN ซึ่งลงทุนในจุดตัดระหว่างสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ โครงการ Nexa Lighthouse นำโดย GCC ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากรัฐบาลแคนาดา และ AVPN ร่วมกับ Bayer Foundation, India Health Fund, Novo Nordisk Foundation, Sanofi Foundation และ Temasek Foundation

การเปิดรับสมัครขอรับทุนครั้งแรกของ Nexa Lighthouse จะเปิดในเดือนตุลาคม 2026 และจะรับใบสมัครจากนักนวัตกรรมทั่วเอเชียและแปซิฟิก

Nexa เป็นโครงการริเริ่มด้านนวัตกรรมสภาพภูมิอากาศและสุขภาพระดับโลก ซึ่งเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2026 ในงาน London Climate Action Week โดยมีการเปิดรับสมัครขอรับทุนครั้งแรกเพื่อค้นหาโซลูชันที่มีศักยภาพในแอฟริกาและอเมริกา ลำดับความสำคัญในการให้ทุนของ Nexa ได้รับการกำหนดโดยการสำรวจด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถาม 6,400 คน ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักนวัตกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ทำงานด้านมนุษยธรรม ใน 107 ประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง Nexa Lighthouse ขยายขอบเขตงานดังกล่าวไปยังเอเชียและแปซิฟิก

อุณหภูมิที่สูงขึ้น รูปแบบการแพร่ระบาดของโรคที่เปลี่ยนแปลงไป และเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง ส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชากรที่เปราะบางอย่างไม่สมส่วน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง เด็ก และชุมชนที่ด้อยโอกาสซึ่งเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้จำกัด โครงการ Nexa Lighthouse จะสนับสนุนนวัตกรรมที่กล้าหาญซึ่งแก้ไขปัญหาปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญสามประการที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปรากฏจากการสำรวจ ได้แก่ รูปแบบการแพร่กระจายของพาหะนำโรคที่เปลี่ยนแปลงไป (ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมาลาเรียและไข้เลือดออก) ความร้อนจัด และคุณภาพอากาศที่ไม่ดี

“การแก้ไขผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยแนวคิดที่กล้าหาญและความร่วมมือที่แข็งแกร่ง” Honourable Randeep Sarai รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาระหว่างประเทศของแคนาดา กล่าว “ผ่านความร่วมมือของเรากับ Grand Challenges Canada กระทรวงการต่างประเทศของแคนาดาสนับสนุนโครงการริเริ่มเช่น Nexa Lighthouse ที่ช่วยให้นักนวัตกรรมพัฒนาโซลูชันเพื่อปกป้องสุขภาพและเสริมสร้างความยืดหยุ่นทั่วเอเชียและแปซิฟิก”

วิกฤตสภาพภูมิอากาศได้รับการอธิบายในวารสาร The Lancet ว่าเป็นภัยคุกคามด้านสุขภาพระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 21 แต่การระดมทุนทั่วโลกเพื่อแก้ไขความท้าทายนี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำ เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศเพียง 0.5% เท่านั้นที่มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพi ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติมากที่สุดในโลก โดยประชากรมากกว่าสี่ในห้าคนต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติหลายประเภทที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ หรือฉับพลันii โครงการ Nexa Lighthouse ตอบสนองต่อแรงกดดันที่ชุมชนเผชิญ เนื่องจากความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น รูปแบบการแพร่ระบาดของโรคที่เปลี่ยนแปลงไป และคุณภาพอากาศที่แย่ลง ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพใหม่ๆ และสร้างความตึงเครียดให้กับระบบสาธารณสุขที่แบกรับภาระหนักอยู่แล้ว

“ผลกระทบด้านสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นแล้ว และผู้คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกำลังสร้างแนวทางแก้ไขอยู่แล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการคือเงินทุนและการสนับสนุนที่ก้าวทันความเร็วของพวกเขา” Rahul Chandran หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และพันธมิตรของ Grand Challenges Canada กล่าว “Nexa Lighthouse เปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น เราภูมิใจที่ Nexa ได้ร่วมมือกับ The Lighthouse Fund และพันธมิตรทั่วเอเชียและแปซิฟิกที่รู้จักตลาดเหล่านี้ รู้จักนักนวัตกรรมเหล่านี้ และจะร่วมมือกับเราเพื่อสนับสนุนพวกเขา”

“เอเชียและแปซิฟิกจะเผชิญกับผลกระทบด้านสุขภาพที่รุนแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ภูมิภาคนี้ก็เป็นแหล่งรวมนักนวัตกรรมที่กำลังพัฒนาแนวทางแก้ไขอยู่แล้ว” Dhun Davar หัวหน้าโครงการและรองซีอีโอของ AVPN กล่าว “AVPN ได้ทำงานเพื่อนำเงินทุนและความร่วมมือมาสู่แนวทางแก้ไขที่ริเริ่มโดยชุมชนท้องถิ่นเหล่านี้ผ่านกองทุน Lighthouse Fund โครงการ Nexa Lighthouse สร้างขึ้นต่อยอดจากงานนั้น โดยนำพันธมิตรใหม่และที่มีอยู่เดิมมาร่วมกันเพื่อช่วยให้นวัตกรรมด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพที่มีศักยภาพก้าวจากแนวคิดเริ่มต้นไปสู่แนวทางแก้ไขที่สามารถขยายขนาดได้”

Nexa Lighthouse จะให้เงินทุนสนับสนุนเพื่อเร่งการเติบโตสำหรับนวัตกรรมด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพในระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการปรับตัวและความยืดหยุ่นของระบบสุขภาพ และมีศักยภาพสูงในการสร้างผลกระทบและขยายขนาด แนวทางแก้ไขที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจะได้รับเงินทุนสนับสนุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การขยายขนาดประมาณ 250,000–2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของนวัตกรรม

นวัตกรรมอาจอยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ กระบวนการ บริการ หรือรูปแบบการส่งมอบที่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าแนวทางที่มีอยู่เดิมและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

องค์กรการกุศล ภาครัฐ และภาคเอกชนที่สนใจเข้าร่วม Nexa Lighthouse รวมถึงผู้สมัครที่มีศักยภาพ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.nexalighthouse.org เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

เกี่ยวกับ Nexa Lighthouse:

Nexa Lighthouse เป็นโครงการด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพที่นำโดย Grand Challenges Canada ร่วมกับรัฐบาลแคนาดา และ AVPN โดยนำ Nexa และ The Lighthouse Fund มาพร้อมกับกลุ่มพันธมิตรผู้ให้ทุน โครงการนี้สนับสนุนนวัตกรรมที่นำโดยชุมชนในท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้ชุมชนทั่วเอเชียและแปซิฟิกสามารถคาดการณ์ ปรับตัว และรับมือกับภัยคุกคามด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นที่ความร้อนจัด การติดเชื้อจากยุง และคุณภาพอากาศที่ไม่ดี เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.nexalighthouse.org

พันธมิตรของ Nexa Lighthouse ได้แก่ Grand Challenges Canada, AVPN, Bayer FoundationIndia Health FundNovo Nordisk FoundationSanofi Foundation และ Temasek Foundation

เกี่ยวกับ Grand Challenges Canada:

Grand Challenges Canada (GCC) สนับสนุน Bold Ideas with Big Impact® GCC ลงทุนในนวัตกรรมที่กล้าหาญและนำโดยชุมชนในท้องถิ่น ซึ่งแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพและการพัฒนาที่สำคัญ และช่วยให้โซลูชันที่มีแนวโน้มดีที่สุดเข้าถึงผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก ด้วยเงินทุนหลักจากรัฐบาลแคนาดา GCC ได้ให้การสนับสนุนนวัตกรรมมากกว่า 1,600 รายการใน 110 ประเทศ และตั้งเป้าที่จะเข้าถึงผู้คน 700 ล้านคนภายในปี 2035 เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.grandchallenges.ca

เกี่ยวกับ AVPN:

AVPN คือแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียสำหรับผลกระทบทางสังคม โดยมีผู้ให้บริการทรัพยากร นักนวัตกรรม และตัวกลางกว่า 700 รายจาก 43 ตลาดร่วมมือกันเพื่อระดมทุน ด้วยความเชี่ยวชาญและความร่วมมือในระดับภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง AVPN กำลังสร้างระบบนิเวศที่เจริญรุ่งเรืองซึ่งเร่งความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมไปสู่การเติบโตที่ครอบคลุม และเสริมศักยภาพให้เอเชียเป็นผู้นำด้านผลกระทบระดับโลก ภารกิจของ AVPN คือการเปลี่ยนเจตนาให้เป็นผลกระทบโดยการรวบรวมผู้คน แนวคิด และทรัพยากรสำหรับเอเชียเข้าด้วยกัน โดยทำได้ด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือ ส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างเปิดกว้าง และเปิดใช้งานการไหลเวียนของทรัพยากรอย่างประสานงานข้ามตลาดและพรมแดน ร่วมกับชุมชน AVPN กำลังสร้างระบบนิเวศผลกระทบที่เจริญรุ่งเรืองซึ่งขับเคลื่อนเอเชียที่มั่งคั่งและครอบคลุม เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.avpn.asia

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อมวลชน
Grand Challenges Canada: Gillian Mathurin, [email protected]
AVPN Mehar Kakkar, [email protected]


I Rockefeller Foundation, Financing Climate-Health Solutions https://www.rockefellerfoundation.org/initiatives/financing-climate-health-solutions/

ii 1 UN ESCAP, Asia-Pacific Disaster Report 2023 https://un-ggim-ap.org/sites/default/files/media/docs/Asia-Pacific%20Disaster%20Report%202023-Full%20report.pdf 

GlobeNewswire Distribution ID 9815568

Arla Foods Ingredients ลดการปล่อยก๊าซด้วยการลงทุนครั้งสำคัญในวีเดแบก

Arla Foods Ingredients

Arla Foods Ingredients

วีเดแบก เดนมาร์ก, Aug. 20, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Arla Foods Ingredients สร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับการผลิตผลิตภัณฑ์นม การลงทุนมูลค่า 8 ล้านยูโรในระบบทำความร้อนใหม่สำหรับหอการผลิตที่ 4 ในโรงงาน Danmark Protein ในวีเดแบก ซึ่งเพิ่งแล้วเสร็จ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2,500 ตันต่อปี เทียบเท่ากับปริมาณการใช้พลังงานเพื่อทำความร้อนต่อปีของครัวเรือนมากกว่า 900 ครัวเรือนที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ

โครงการนี้จะปรับเปลี่ยนหอการผลิตจากเดิมที่ใช้เครื่องทำความร้อนด้วยก๊าซ ให้สามารถสลับระหว่างความร้อนจากระบบไอน้ำที่มีอยู่ของโรงงานกับเครื่องทำความร้อนไฟฟ้าเครื่องใหม่ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยลดการใช้ก๊าซธรรมชาติ และเปิดทางให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้ามาทดแทนการดำเนินงานบางส่วน ผลการคำนวณแสดงให้เห็นว่า หอการผลิตที่ 4 จะสามารถใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ทั้งหมดเป็นสัดส่วน 23% ของระยะเวลาการดำเนินงาน

“การลงทุนครั้งนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อถือได้ในการดำเนินงาน เสริมความมั่นคงด้านการจัดหาพลังงาน และลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของเรา” Mogens Bøgh Pedersen ผู้อำนวยการโรงงาน Danmark Protein กล่าว

การเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ความสามารถในการสลับระหว่างไอน้ำกับไฟฟ้าช่วยให้ Arla Foods Ingredients สามารถใช้ไฟฟ้าในช่วงที่พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ทำให้ราคาไฟฟ้าลดลง และลดการใช้ไฟฟ้าเมื่อราคาสูงขึ้น ซึ่งช่วยสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าอย่างยืดหยุ่นในโครงข่ายไฟฟ้าของเดนมาร์ก พร้อมทั้งทำให้การลงทุนมีความคุ้มค่าทางธุรกิจอย่างมาก

โซลูชันใหม่นี้เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ของ Arla ในการเปลี่ยนกระบวนการผลิตมาใช้พลังงานไฟฟ้า และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้พลังงาน เพิ่มความเชื่อถือได้ ตลอดจนเปิดโอกาสสำหรับการพัฒนาในอนาคต

ขณะนี้ระบบทำความร้อนใหม่ในหอการผลิตที่ 4 เริ่มดำเนินงานแล้ว และกำลังมีการวางแผนโครงการในลักษณะเดียวกันสำหรับหอการผลิตที่ 5 เมื่อรวมกันแล้ว การลงทุนในหอการผลิตที่ 4 และ 5 จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 5,200 ตันต่อปี เทียบเท่ากับปริมาณการใช้พลังงานเพื่อทำความร้อนต่อปีของครัวเรือนมากกว่า 1,900 ครัวเรือน

“นอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าได้อย่างมากแล้ว การลงทุนครั้งนี้ยังมีความคุ้มค่าทางธุรกิจอย่างยิ่งด้วย เราจะมุ่งขยายแนวทางนี้ไปยังสถานประกอบการอื่น ๆ ของเราด้วย” Paul van Rooij รองประธานฝ่ายห่วงโซ่อุปทาน Arla Foods Ingredients กล่าว

ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน

  • การลงทุนในระบบทำความร้อนใหม่สำหรับหอการผลิตที่ 4: ประมาณ 8.3 ล้านยูโร
  • การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี (หอการผลิตที่ 4): ประมาณ 2,500 ตัน
  • ศักยภาพรวม (หอการผลิตที่ 4 + 5): ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 5,200 ตัน
  • ตามมาตรฐานของสำนักงานพลังงานเดนมาร์ก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2,500 ตัน เทียบเท่ากับปริมาณการใช้พลังงานเพื่อทำความร้อนต่อปีของ 919 ครัวเรือน ขณะที่ 5,200 ตัน เทียบเท่ากับ 1,911 ครัวเรือน

ดูรูปภาพประกอบการแถลงข่าวนี้ได้ที่ https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/8ab0644d-a9e5-4c41-a217-6e33b0a4863e

ติดต่อด้านสื่อ: [email protected]

GlobeNewswire Distribution ID 9813365

เอเชียแปซิฟิกก้าวหน้าด้านธรรมาภิบาลแซงหน้าภูมิภาคอื่นทั่วโลก จากดัชนีธรรมาภิบาลแชนด์เลอร์

กรุงเทพฯ, Aug. 19, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีพัฒนาการด้านธรรมาภิบาลโดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาคใน 2026 Chandler Good Government Index (ดัชนีธรรมาภิบาลแชนด์เลอร์ (Chandler Good Government Index: CGGI)) ประจำปี 2026 โดย 79% ของรัฐบาลในภูมิภาคมีคะแนนเพิ่มขึ้นในปีนี้ ขณะที่สิงคโปร์ครองอันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่สี่

Chandler Good Government Index 2026 Asia Pacific Rankings

Chandler Good Government Index 2026 Asia Pacific Rankings

CGGI ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นปีที่ 6 ประเมินขีดความสามารถและประสิทธิผลของรัฐบาล 133 แห่งทั่วโลก ผ่าน 7 เสาหลัก ได้แก่ ภาวะผู้นำและการมองการณ์ไกล กฎหมายและนโยบายที่เข้มแข็ง สถาบันที่แข็งแกร่ง การบริหารการคลัง ตลาดที่น่าดึงดูด อิทธิพลและชื่อเสียงในระดับโลก และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ผลการศึกษาดังกล่าวนำเสนอโดย Dinesh Naidu ผู้อำนวยการฝ่ายองค์ความรู้ที่ Chandler Governance Group (CGG) ในการประชุมร่วมหัวข้อ “Future-Ready Governance in Asia and the Pacific” ภายใต้โครงการ “Transforming Public Services in Thailand” ของ OECD, UNDP และ OPDC ณ กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำดัชนีธรรมาภิบาลพร้อมรับอนาคต (Future-Ready Governance Index: FRGI) ซึ่งเป็นเครื่องมือเปรียบเทียบมาตรฐานใหม่ที่ UNDP และ CGG ร่วมกันพัฒนาสำหรับรัฐบาลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง และความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น

Transforming Public Services in Thailand

A joint session on “Future-Ready Governance in Asia and the Pacific,” as part of the OECD-UNDP-OPDC “Transforming Public Services in Thailand” programme in Bangkok

“ความก้าวหน้าของเอเชียแปซิฟิกในปีนี้แสดงให้เห็นว่า การลงทุนอย่างต่อเนื่องในสถาบันและการส่งมอบบริการสาธารณะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมโลกที่ท้าทาย สิ่งที่โดดเด่นคือความก้าวหน้าเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยภูมิภาคมีผลการประเมินดีขึ้นใน 6 จาก 7 เสาหลักนับตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งสะท้อนถึงการสร้างขีดความสามารถอย่างตั้งใจและต่อเนื่องในด้านที่สำคัญต่อประชาชนมากที่สุด” Naidu กล่าว

ดัชนีชี้วัดพบว่าการปรับปรุงด้านธรรมาภิบาลนั้นแพร่หลาย แต่ไม่สม่ำเสมอ
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งถิ่นที่อยู่อาศัยของประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก มี 19 ประเทศในดัชนี CGGI ที่บันทึกการปรับปรุงคะแนนโดยรวมเฉลี่ยที่ดีที่สุดในบรรดาภูมิภาคต่างๆ นับตั้งแต่ปี 2021 ภูมิภาคนี้ยังมี 5 ประเทศอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก และ 11 ประเทศอยู่ในครึ่งบนของดัชนี สิงคโปร์ (1), ออสเตรเลีย (11), นิวซีแลนด์ (13), เกาหลีใต้ (16) และญี่ปุ่น (17) เป็น 5 ประเทศที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดในภูมิภาค การพัฒนาที่โดดเด่นที่สุดกระจุกตัวอยู่ในเสาหลักด้านสถาบันที่เข้มแข็งและการช่วยเหลือประชาชนให้ก้าวหน้า

Transforming Public Services in Thailand

A joint session on “Future-Ready Governance in Asia and the Pacific,” as part of the OECD-UNDP-OPDC “Transforming Public Services in Thailand” programme in Bangkok

ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 58 ของโลก ในครึ่งบนของดัชนี โดยมีอันดับที่แข็งแกร่งในระดับโลกที่ 18 ในเสาหลักด้านการบริหารจัดการทางการเงิน ซึ่งสูงกว่าอันดับโดยรวมอย่างเห็นได้ชัด การบริหารจัดการทางการเงินยังคงเป็นความท้าทายอย่างต่อเนื่องทั่วเอเชียแปซิฟิก มีเพียง 3 ประเทศ ได้แก่ มองโกเลีย เวียดนาม และญี่ปุ่น ที่มีคะแนนดีขึ้นในเสาหลักนี้ตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งเน้นให้เห็นว่าการรวมงบประมาณและการรักษาวินัยการใช้จ่ายมีความท้าทายมากเพียงใด

Transforming Public Services in Thailand

A joint session on “Future-Ready Governance in Asia and the Pacific,” as part of the OECD-UNDP-OPDC “Transforming Public Services in Thailand” programme in Bangkok

ความคืบหน้าไม่สม่ำเสมอทั่วทั้งภูมิภาค ประเทศในเอเชียตะวันออกทั้งสี่ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมองโกเลีย ต่างมีคะแนนโดยรวมดีขึ้นตั้งแต่ปี 2021 เวียดนามมีคะแนนโดยรวมดีขึ้นมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำดัชนี โอเชียเนียเป็นภูมิภาคที่มีผลงานดีที่สุด โดยทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ติดอันดับท็อป 20 ของโลก ส่วนเอเชียใต้มีผลลัพธ์ที่หลากหลายกว่า มีเพียงเนปาลเท่านั้นที่มีคะแนนโดยรวมดีขึ้นตั้งแต่ปี 2021 แม้ว่าผลลัพธ์ล่าสุดของอินเดียเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจะบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยมีคะแนนเพิ่มขึ้นในด้านการบริหารจัดการทางการเงินและการช่วยเหลือผู้คนให้ก้าวหน้า

เครื่องมือที่ใช้งานได้จริงสำหรับรัฐบาล
CGGI ออกแบบโดยผู้ปฏิบัติงานเพื่อผู้ปฏิบัติงาน โดยนำเสนอเครื่องมือวิเคราะห์แก่รัฐบาลเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพและระบุด้านต่างๆ สำหรับการพัฒนาศักยภาพ โดยอาศัยหลักฐานจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคและทั่วโลก

Transforming Public Services in Thailand
CGGI 2026 AP_5

A joint session on “Future-Ready Governance in Asia and the Pacific,” as part of the OECD-UNDP-OPDC “Transforming Public Services in Thailand” programme in Bangkok

“รัฐบาลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถพัฒนาได้ และ CGGI เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ช่วยระบุว่าขีดความสามารถพื้นฐานใดบ้างที่จำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้น โดยต่อยอดจากนั้น ดัชนีธรรมาภิบาลที่พร้อมสำหรับอนาคต (Future-Ready Governance Index) ซึ่ง CGG และ UNDP กำลังร่วมกันพัฒนานั้น ออกแบบมาเพื่อช่วยให้พวกเขาสร้างขีดความสามารถเพื่อก้าวล้ำนำหน้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” Naidu กล่าว

ดัชนีฉบับเต็มปี 2026 รวมถึงข้อมูลประเทศ คะแนนในแต่ละเสาหลัก และการเปรียบเทียบในอดีต สามารถดูได้ที่ https://chandlergovernmentindex.com/

ติดต่อสอบถามด้านสื่อ:
Kiara Kijburana | [email protected]

สามารถรับชมรูปภาพประกอบของการแถลงนี้ได้ที่
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/675af18d-27e4-4276-b0f2-bd567314674f/th
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/fbf2fdd8-b15a-44b6-963d-2ab1d9ffdfb2/th
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/ab8d81f7-692d-4dc6-8874-23481cb1f824/th
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/688e1af3-1de9-47ed-a541-d0d27f81ed79/th
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/689802c3-1a17-412c-a35a-f53b1bbbf375/th

GlobeNewswire Distribution ID 9812192

Templafy เปิดตัวเอเจนต์เอกสารฟรีบน Microsoft Marketplace

ส่วนเสริมแบบสนทนาใหม่ช่วยให้ผู้ใช้สร้าง แก้ไข และตรวจทานงานนำเสนอด้วย AI ได้โดยตรงใน PowerPoint

นิวยอร์ก, Aug. 18, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Templafy แพลตฟอร์มการสร้างเอกสารด้วยเอเจนต์ AI ประกาศเปิดตัว Templafy Agent Add-In ในวันนี้ ซึ่งเป็นเอเจนต์ AI ฟรีที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้าง แก้ไข และตรวจทานงานนำเสนอได้โดยไม่ต้องออกจาก PowerPoint

ส่วนเสริมดังกล่าวสามารถดาวน์โหลดได้จาก Microsoft Marketplace โดยนำเอเจนต์เอกสารมาไว้ในเวิร์กโฟลว์การจัดทำงานนำเสนอโดยตรง ช่วยให้ทั้งสร้างงานนำเสนอใหม่และดำเนินงานด้านการแก้ไขได้ ผู้ใช้สามารถสั่งให้เอเจนต์สร้างสไลด์ใหม่ เขียนใหม่หรือแปลงานนำเสนอ แก้ไขการจัดรูปแบบ เพิ่มแผนภูมิและตารางที่แก้ไขได้ ตรวจทานเนื้อหา และทำสิ่งอื่น ๆ อีกมากมายก่อนนำงานไปแชร์ผ่านอินเทอร์เฟซแบบสนทนา

Oskar Konstantyner ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Templafy กล่าวว่า “AI ช่วยให้การเริ่มต้นสร้างงานนำเสนอเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่งานไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น ทีมต่าง ๆ ต้องแก้ไข อัปเดต และตรวจทานงานนำเสนออยู่ตลอดเวลา และ AI ควรเข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการดังกล่าว ไม่ใช่สร้างกระบวนการแยกขึ้นมาอีกกระบวนการหนึ่ง การนำเอเจนต์มาไว้ใน PowerPoint โดยตรงช่วยให้เราขยายการใช้งาน AI จากขั้นตอนการสร้างไปสู่ขั้นตอนการปรับแก้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกับเอเจนต์ต่อไปได้เมื่องานนำเสนอมีการพัฒนา โดยยังคงอยู่ภายในเวิร์กโฟลว์ที่พวกเขาคุ้นเคยอยู่แล้ว เมื่อเชื่อมต่อกับ Templafy ความสามารถนี้จะยิ่งทรงพลังมากขึ้น เนื่องจากเอเจนต์จะอ้างอิงจากองค์ความรู้ของบริษัทและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากส่วนกลาง ซึ่งเป็นการผสานความรวดเร็วของ AI เข้ากับบริบทและการควบคุมที่องค์กรต้องการ”

ส่วนเสริมนี้เปิดให้ผู้ใช้ PowerPoint รายบุคคลใช้งานได้ฟรี สำหรับลูกค้า Templafy ประสบการณ์การใช้งานจะก้าวไปอีกขั้นด้วยการเชื่อมต่อเอเจนต์เข้ากับเนื้อหาและบริบทที่บริษัทอนุมัติแล้ว ซึ่งรวมถึงเทมเพลตและเลย์เอาต์ คลังเนื้อหา กฎเกณฑ์ด้านแบรนด์ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และข้อมูลทางธุรกิจ ด้วยเหตุนี้ ทีมต่าง ๆ จึงสามารถใช้ AI ควบคู่ไปกับการดึงข้อมูลและเนื้อหาที่องค์กรไว้วางใจอยู่แล้วมาใช้งานได้

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งนี้อาจช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการค้นหาสไลด์ที่เหมาะสม ตรวจสอบข้อความสื่อสารเวอร์ชันล่าสุด หรือแก้ไขแบรนด์และการจัดรูปแบบในช่วงท้ายของกระบวนการ ผู้ดูแลระบบ Microsoft 365 ยังสามารถปรับใช้ส่วนเสริมนี้ให้กับผู้ใช้หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งองค์กรได้ พร้อมทั้งเผยแพร่กฎเกณฑ์สำหรับการสร้างเอกสารด้วย AI จากส่วนกลาง ซึ่งช่วยลดภาระของผู้ใช้แต่ละรายในการเขียนพรอมต์ที่ซับซ้อนหรือกำหนดค่าต่าง ๆ

Templafy Agent Add-In สำหรับ PowerPoint พร้อมให้ใช้งานแล้วในขณะนี้

ดาวน์โหลด Templafy Agent Add-In สำหรับ PowerPoint จาก Microsoft Marketplace

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

เกี่ยวกับ Templafy

Templafy คือแพลตฟอร์มชั้นนำด้านการสร้างเอกสารด้วยเอเจนต์ AI ที่ช่วยให้บุคลากรมืออาชีพสามารถสร้างเอกสารที่ถูกต้อง เป็นไปตามข้อกำหนด และสอดคล้องกับแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

แพลตฟอร์มของเราช่วยให้องค์กรสามารถควบคุม AI ในช่วงเวลาที่สำคัญได้ ด้วยการมอบบริบท แนวทางควบคุม และองค์ความรู้ที่บริษัทอนุมัติให้เอเจนต์ AI ใช้เป็นพื้นฐานในการทำงาน ด้วยแนวทางของเรา เอเจนต์ AI จะผสานเนื้อหาที่สร้างโดย AI เข้ากับระบบอัตโนมัติตามกฎเกณฑ์ เพื่อสร้างเอกสารคุณภาพสูงและน่าเชื่อถือได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ลดทอนการควบคุมหรือความสอดคล้องภายในองค์กร พร้อมด้วยต้นทุนโทเค็นที่ต่ำและคาดการณ์ได้

Templafy สามารถเข้าถึงได้โดยตรงจากเครื่องมือต่าง ๆ เช่น Microsoft Office, Google Workspace และ Salesforce รวมถึงผู้ช่วย AI อย่าง Claude, ChatGPT และ Copilot โดยเทคโนโลยีที่ได้รับสิทธิบัตรของ Templafy ช่วยลดความซับซ้อนของเวิร์กโฟลว์เอกสาร ลดความเสี่ยง และช่วยให้ทีมต่าง ๆ มีความมั่นใจมากขึ้นในเอกสารที่สำคัญที่สุด

ผู้ใช้มากกว่า 4 ล้านคนทั่วโลกไว้วางใจ Templafy เพื่อเร่งกระบวนการสร้างเนื้อหาทางธุรกิจด้วย AI Templafy ได้รับความไว้วางใจจากผู้นำในอุตสาหกรรม รวมถึง KPMG และ BDO โดยช่วยให้ทีมต่าง ๆ ประหยัดเวลามากกว่า 30% จากเวลาที่โดยปกติต้องใช้กับเนื้อหาที่ทำซ้ำ ๆ เช่น ข้อเสนอ หนังสือตอบรับการว่าจ้าง และรายงานการตรวจสอบ ทำให้พวกเขาสามารถมุ่งเน้นไปที่งานที่สร้างรายได้แทน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เฉพาะสื่อมวลชน:
Lucy Westman, หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรระดับโลก, Templafy (+44) 7776 454 946, [email protected]

สามารถดูวิดีโอที่ใช้ประกอบการประกาศนี้ได้ที่
http://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/8c6ee693-dc39-4686-a09b-ecb0b07e4e98

GlobeNewswire Distribution ID 1001257794