ขอแนะนำ Circeus: บริษัทโฮลดิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก พร้อมประกาศการจัดหาเงินทุนโดยออกหุ้นรอบใหม่

กลุ่มบริษัทผู้อยู่เบื้องหลัง Shop Circle เปิดตัว Circeus ในฐานะแบรนด์บริษัทโฮลดิ้งของกลุ่ม ซึ่งได้รับการสนับสนุนการลงทุนในหุ้นทุนรอบใหม่จาก EBRD Shop Circle ยังคงดำเนินงานในฐานะแผนกซอฟต์แวร์เพื่อการค้าปลีกและการพาณิชย์ของกลุ่มบริษัทต่อไป การลงทุนในครั้งนี้จะเร่งการปรับใช้ AI ในบริษัททั้งหมดที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอ พร้อมทั้งให้เงินทุนสำหรับการเดินหน้าต่อในการเข้าซื้อกิจการธุรกิจซอฟต์แวร์ที่เป็นแรงขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน

ลอนดอน, June 29, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Circeus บริษัทโฮลดิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลักสำหรับซอฟต์แวร์ที่สำคัญต่อภารกิจอย่างยิ่งยวด ประกาศเปิดตัวในวันนี้พร้อมกับการลงทุนในหุ้นทุนจากธนาคารเพื่อการบูรณะและการพัฒนาแห่งยุโรป (EBRD) โดยมีนักลงทุนรายอื่น ๆ เข้าร่วมด้วย

การเปิดตัวนี้ถือเป็นการแนะนำ Circeus ในฐานะแบรนด์บริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มบริษัท โดยสะท้อนให้เห็นถึงพอร์ตโฟลิโอซอฟต์แวร์แบบ B2B ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งกลุ่มบริษัทดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันด้วยการฝังเทคโนโลยี AI ไว้ในทุกส่วน การลงทุนในครั้งนี้จะช่วยขยายขีดความสามารถด้านวิศวกรรม AI ส่วนกลางของกลุ่มบริษัท และสนับสนุนการเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง

บริษัทโฮลดิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก

Circeus ได้เข้าซื้อกิจการมาแล้ว 18 ครั้งในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา และให้บริการธุรกิจมากกว่า 200,000 แห่งทั่วโลก กลุ่มบริษัทกำลังขยายตัวพร้อมมีกำไร และมีรายได้เพิ่มขึ้นในปีนี้มากกว่ารายได้ในช่วงสองปีก่อนหน้ารวมกัน โดยคาดว่าการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมจะแล้วเสร็จในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

จากกลยุทธ์สู่ผลลัพธ์

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา AI ได้เปลี่ยนผ่านจากการทดลองไปสู่การปรับใช้เป็นวงกว้างทั่วทั้งพอร์ตโฟลิโอ ปัจจุบันเห็นได้อย่างชัดเจนในผลการดำเนินงาน:

  • สัดส่วนยอดการจองใหม่สุทธิเติบโตในระดับเลขสองหลัก โดยขับเคลื่อนด้วยคุณสมบัติที่ใช้ AI
  • ระบบอัตโนมัติในการสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าพุ่งสูงถึงประมาณ 80% ในหลาย ๆ ผลิตภัณฑ์
  • ผลิตภาพของนักพัฒนาเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ผ่านกระบวนการทำงานที่มี AI ช่วยเหลือ

ผลลัพธ์เหล่านี้เกิดขึ้นสอดคล้องกันในหลายธุรกิจ โดยแสดงให้เห็นถึงโมเดลที่สามารถทำซ้ำได้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ EBITDA หลังการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งมากกว่าที่จะเป็นเพียงความสำเร็จที่เกิดขึ้นแค่เฉพาะจุด

โมเดลการเติบโตแบบต่อยอดโดยมี AI เป็นระบบปฏิบัติการ

Circeus เติบโตผ่านโมเดลที่สามารถทำซ้ำได้ นั่นคือการเลือกเข้าซื้อกิจการธุรกิจซอฟต์แวร์ แล้วนำธุรกิจเหล่านั้นมาเชื่อมต่อกับขีดความสามารถด้าน AI ส่วนกลาง โดยสร้างเอเจนต์และทักษะต่าง ๆ ขึ้นมาเพียงครั้งเดียว แล้วสามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกบริษัทที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอ ภายหลังการเข้าซื้อกิจการ Circeus ฝังเทคโนโลยี AI ลงในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทำให้การดำเนินงานเป็นไปโดยระบบอัตโนมัติ รวมทั้งนำโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และข้อมูลเชิงลึกกลับมาใช้ใหม่ทั่วทั้งกลุ่มบริษัท

การปรับปรุงแต่ละส่วนส่งผลเติบโตแบบต่อยอด ซึ่งสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบสแตนด์อโลนยากที่จะลอกเลียนแบบได้ AI ไม่ใช่อีกสิ่งที่นำมาเสริมให้กับแต่ละผลิตภัณฑ์ แต่เป็นระบบปฏิบัติการของกลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนผ่านซอฟต์แวร์จากระบบบันทึกข้อมูลไปสู่ระบบที่ลงมือปฏิบัติการ พร้อมทั้งเปลี่ยนงานให้เป็นผลลัพธ์ได้

บ้านอันมั่นคงและยั่งยืนสำหรับผู้ก่อตั้ง

ผู้ก่อตั้งที่ขายกิจการให้กับ Circeus จะได้รับบ้านอันมั่นคงและยั่งยืนสำหรับธุรกิจของตน โดยยังคงรักษาแบรนด์ ทีมงาน และความสัมพันธ์กับลูกค้าไว้ ในขณะเดียวกันกลุ่มบริษัทก็จะเข้ามาเสริมศักยภาพด้วยวิศวกรรม AI ความเชี่ยวชาญในการเติบโต และการสนับสนุนงานส่วนกลางแบบรวมศูนย์

คำกล่าวสำคัญ

“เมื่อ AI ยกระดับซอฟต์แวร์จากเครื่องมือที่ทำงานแบบรับคำสั่งไปสู่ระบบที่สามารถลงมือปฏิบัติและดำเนินการได้ด้วยตนเอง ตลาดเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ได้ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า เรากำลังสร้างแพลตฟอร์มเพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ เราไม่ได้อยู่ระหว่างกระบวนการระดมทุน เพราะบริษัทมีกำไรและมีเงินทุนที่ดีอยู่แล้ว แต่เราได้เลือกที่จะเปิดรับ EBRD เข้ามาเป็นผู้ร่วมลงทุนเนื่องจากสถานะขององค์กรนี้ และเดินหน้ารุกตลาดที่มีโอกาสการเติบโตที่น่าสนใจอีกมาก” Luca Cartechini ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Circeus กล่าว

“ในธุรกิจต่าง ๆ เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่รูปแบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดที่ผลิตภัณฑ์นั้นจะเข้าไปตอบโจทย์ได้ ส่วนที่ยากที่สุดคือการทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ ได้ และนั่นคือสิ่งที่เราได้สร้างขึ้น ซึ่งก็คือขีดความสามารถด้านวิศวกรรมส่วนกลางที่พลิกโฉมการเปลี่ยนผ่านในแต่ละครั้งให้กลายเป็นรากฐานสำหรับครั้งต่อไป” Gian Maria Gramondi ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Circeus กล่าว

“ด้วยเงินทุนทั้งหมดกว่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดมได้จนถึงปัจจุบัน เราจึงมีศักยภาพมหาศาลในการนำไปใช้ในสภาวะการเข้าซื้อกิจการที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง โดยคาดว่าข้อตกลงซื้อหลายรายการจะเสร็จสิ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในการเข้าซื้อกิจการแต่ละครั้ง เรากำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงโมเดลการดำเนินงานที่สามารถทำซ้ำได้ ซึ่งช่วยผลักดันการเพิ่ม EBITDA และสร้างผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมในทุก ๆ สินทรัพย์ที่เราเข้าซื้อและดำเนินงาน” Robin Hardt ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Circeus กล่าว

“เรากำลังสนับสนุนทีมงานที่นำ AI เข้ามาสู่ซอฟต์แวร์ที่จำเป็น ซึ่งธุรกิจต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคของเราต้องพึ่งพาในทุก ๆ วัน และโมเดลการเติบโตแบบต่อยอดของ Circeus ก็สอดคล้องเป็นอย่างยิ่งกับภารกิจระยะยาวของ EBRD ตลาดสำหรับการนำ AI เข้ามาสู่เศรษฐกิจจริงนั้นมีขนาดมหาศาล และเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้สนับสนุน Circeus ร่วมกับกลุ่มนักลงทุนที่แข็งแกร่งตลอดเส้นทางนี้” Bruno Lusic นักลงทุนจาก EBRD กล่าว

มุมมองระยะยาวของ EBRD สอดคล้องกับแนวทางของ Circeus ในการสร้างแพลตฟอร์มที่เติบโตแบบต่อยอดในระยะเวลาหลายทศวรรษ ไม่ใช่แค่เพียงหลายไตรมาส การลงทุนนี้ส่งผลให้ยอดรวมของการระดมทุนในส่วนของผู้ถือหุ้นของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยอดรวมของการระดมทุนทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับการสนับสนุนจาก NFXQED InvestorsNextalia645 Ventures3VCEndeavor CatalystCDP Venture Capital พร้อมด้วยวงเงินสินเชื่อมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก i80 Group

ทิศทางในอนาคต

แม้ว่านวัตกรรม AI จะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่การปรับใช้จริงในภาคเศรษฐกิจจริงยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ปัจจุบันมีองค์กรธุรกิจเพียงประมาณ 1 ใน 5 แห่งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ระบุว่าใช้งาน AI [1]

Circeus ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยปิดช่องว่างในการปรับใช้ AI โดยฝังขีดความสามารถระดับชั้นแนวหน้าลงในซอฟต์แวร์ ซึ่งสำคัญต่อภารกิจอย่างยิ่งยวดและเป็นสิ่งที่ธุรกิจต่าง ๆ ต้องพึ่งพา ระบบเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ขนย้ายสินค้า ขับเคลื่อนการพาณิชย์ และสนับสนุนอุตสาหกรรมเฉพาะทางต่าง ๆ Circeus เชื่อว่า AI จะสร้างการเติบโตแบบต่อยอดได้มากที่สุดในจุดที่ความรู้ความเข้าใจเฉพาะด้านนั้นลึกซึ้งที่สุด ซึ่งทำให้ซอฟต์แวร์เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการทำงานและข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะตัว กลายเป็นหัวใจสำคัญในพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มบริษัท

แพลตฟอร์มในยุคถัดไปจะทำหน้าที่ลงมือปฏิบัติงานแทนทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่จัดหาเครื่องมือมาให้ใช้ และการเปลี่ยนแปลนั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เกี่ยวกับ Circeus

Circeus เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลักเพื่อซอฟต์แวร์ที่สำคัญต่อภารกิจอย่างยิ่งยวด กลุ่มบริษัทเข้าซื้อกิจการ และพัฒนาธุรกิจซอฟต์แวร์เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน โดยฝังเทคโนโลยี AI ผ่านทีมวิศวกรรมส่วนกลางเพื่อเปลี่ยนผ่านซอฟต์แวร์จากระบบบันทึกข้อมูลไปสู่ระบบที่ลงมือปฏิบัติการ Circeus ดำเนินงานจากลอนดอน มิลาน และซาราเยโว Shop Circle ซึ่งเป็นแผนกซอฟต์แวร์เพื่อการพาณิชย์ของกลุ่มบริษัท ให้บริการแก่ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง และแบรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลก

เกี่ยวกับ EBRD

EBRD เป็นหนึ่งในธนาคารเพื่อการพัฒนาแบบพหุภาคีชั้นนำของโลก โดยมีพอร์ตโฟลิโออยู่ที่ประมาณ 62,000 ล้านยูโร และนับตั้งแต่ปี 1991 ได้ลงทุนไปแล้วกว่า 220,000 ล้านยูโรในโครงการต่าง ๆ กว่า 7,800 โครงการ นอกจากนี้ ธนาคารยังมีขีดความสามารถด้านตราสารทุนโดยเฉพาะ โดยสนับสนุนการเติบโตของภาคเอกชน นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาคของธนาคาร

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

[1] แหล่งที่มา: Eurostat, “20% of EU enterprises use AI technologies”: https://ec.europa.eu/eurostat/web/products-eurostat-news/w/ddn-20251211-2;
US Census Bureau, “AI Use at U.S. Businesses”: https://www.census.gov/library/stories/2026/05/ai-use-businesses.html.

รายงานทั้งสองฉบับระบุว่าอัตราการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 20% ในสหภาพยุโรป และอยู่ที่ 17-20% ในสหรัฐอเมริกา

ติดต่อสอบถามด้านสื่อ
[email protected]

GlobeNewswire Distribution ID 1001209971

ขอแนะนำ Circeus: บริษัทโฮลดิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก พร้อมประกาศการจัดหาเงินทุนโดยออกหุ้นรอบใหม่

กลุ่มบริษัทผู้อยู่เบื้องหลัง Shop Circle เปิดตัว Circeus ในฐานะแบรนด์บริษัทโฮลดิ้งของกลุ่ม ซึ่งได้รับการสนับสนุนการลงทุนในหุ้นทุนรอบใหม่จาก EBRD Shop Circle ยังคงดำเนินงานในฐานะแผนกซอฟต์แวร์เพื่อการค้าปลีกและการพาณิชย์ของกลุ่มบริษัทต่อไป การลงทุนในครั้งนี้จะเร่งการปรับใช้ AI ในบริษัททั้งหมดที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอ พร้อมทั้งให้เงินทุนสำหรับการเดินหน้าต่อในการเข้าซื้อกิจการธุรกิจซอฟต์แวร์ที่เป็นแรงขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน

ลอนดอน, June 29, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Circeus บริษัทโฮลดิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลักสำหรับซอฟต์แวร์ที่สำคัญต่อภารกิจอย่างยิ่งยวด ประกาศเปิดตัวในวันนี้พร้อมกับการลงทุนในหุ้นทุนจากธนาคารเพื่อการบูรณะและการพัฒนาแห่งยุโรป (EBRD) โดยมีนักลงทุนรายอื่น ๆ เข้าร่วมด้วย

การเปิดตัวนี้ถือเป็นการแนะนำ Circeus ในฐานะแบรนด์บริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มบริษัท โดยสะท้อนให้เห็นถึงพอร์ตโฟลิโอซอฟต์แวร์แบบ B2B ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งกลุ่มบริษัทดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันด้วยการฝังเทคโนโลยี AI ไว้ในทุกส่วน การลงทุนในครั้งนี้จะช่วยขยายขีดความสามารถด้านวิศวกรรม AI ส่วนกลางของกลุ่มบริษัท และสนับสนุนการเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง

บริษัทโฮลดิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก

Circeus ได้เข้าซื้อกิจการมาแล้ว 18 ครั้งในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา และให้บริการธุรกิจมากกว่า 200,000 แห่งทั่วโลก กลุ่มบริษัทกำลังขยายตัวพร้อมมีกำไร และมีรายได้เพิ่มขึ้นในปีนี้มากกว่ารายได้ในช่วงสองปีก่อนหน้ารวมกัน โดยคาดว่าการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมจะแล้วเสร็จในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

จากกลยุทธ์สู่ผลลัพธ์

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา AI ได้เปลี่ยนผ่านจากการทดลองไปสู่การปรับใช้เป็นวงกว้างทั่วทั้งพอร์ตโฟลิโอ ปัจจุบันเห็นได้อย่างชัดเจนในผลการดำเนินงาน:

  • สัดส่วนยอดการจองใหม่สุทธิเติบโตในระดับเลขสองหลัก โดยขับเคลื่อนด้วยคุณสมบัติที่ใช้ AI
  • ระบบอัตโนมัติในการสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าพุ่งสูงถึงประมาณ 80% ในหลาย ๆ ผลิตภัณฑ์
  • ผลิตภาพของนักพัฒนาเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ผ่านกระบวนการทำงานที่มี AI ช่วยเหลือ

ผลลัพธ์เหล่านี้เกิดขึ้นสอดคล้องกันในหลายธุรกิจ โดยแสดงให้เห็นถึงโมเดลที่สามารถทำซ้ำได้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ EBITDA หลังการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งมากกว่าที่จะเป็นเพียงความสำเร็จที่เกิดขึ้นแค่เฉพาะจุด

โมเดลการเติบโตแบบต่อยอดโดยมี AI เป็นระบบปฏิบัติการ

Circeus เติบโตผ่านโมเดลที่สามารถทำซ้ำได้ นั่นคือการเลือกเข้าซื้อกิจการธุรกิจซอฟต์แวร์ แล้วนำธุรกิจเหล่านั้นมาเชื่อมต่อกับขีดความสามารถด้าน AI ส่วนกลาง โดยสร้างเอเจนต์และทักษะต่าง ๆ ขึ้นมาเพียงครั้งเดียว แล้วสามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกบริษัทที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอ ภายหลังการเข้าซื้อกิจการ Circeus ฝังเทคโนโลยี AI ลงในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทำให้การดำเนินงานเป็นไปโดยระบบอัตโนมัติ รวมทั้งนำโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และข้อมูลเชิงลึกกลับมาใช้ใหม่ทั่วทั้งกลุ่มบริษัท

การปรับปรุงแต่ละส่วนส่งผลเติบโตแบบต่อยอด ซึ่งสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบสแตนด์อโลนยากที่จะลอกเลียนแบบได้ AI ไม่ใช่อีกสิ่งที่นำมาเสริมให้กับแต่ละผลิตภัณฑ์ แต่เป็นระบบปฏิบัติการของกลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนผ่านซอฟต์แวร์จากระบบบันทึกข้อมูลไปสู่ระบบที่ลงมือปฏิบัติการ พร้อมทั้งเปลี่ยนงานให้เป็นผลลัพธ์ได้

บ้านอันมั่นคงและยั่งยืนสำหรับผู้ก่อตั้ง

ผู้ก่อตั้งที่ขายกิจการให้กับ Circeus จะได้รับบ้านอันมั่นคงและยั่งยืนสำหรับธุรกิจของตน โดยยังคงรักษาแบรนด์ ทีมงาน และความสัมพันธ์กับลูกค้าไว้ ในขณะเดียวกันกลุ่มบริษัทก็จะเข้ามาเสริมศักยภาพด้วยวิศวกรรม AI ความเชี่ยวชาญในการเติบโต และการสนับสนุนงานส่วนกลางแบบรวมศูนย์

คำกล่าวสำคัญ

“เมื่อ AI ยกระดับซอฟต์แวร์จากเครื่องมือที่ทำงานแบบรับคำสั่งไปสู่ระบบที่สามารถลงมือปฏิบัติและดำเนินการได้ด้วยตนเอง ตลาดเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ได้ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า เรากำลังสร้างแพลตฟอร์มเพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ เราไม่ได้อยู่ระหว่างกระบวนการระดมทุน เพราะบริษัทมีกำไรและมีเงินทุนที่ดีอยู่แล้ว แต่เราได้เลือกที่จะเปิดรับ EBRD เข้ามาเป็นผู้ร่วมลงทุนเนื่องจากสถานะขององค์กรนี้ และเดินหน้ารุกตลาดที่มีโอกาสการเติบโตที่น่าสนใจอีกมาก” Luca Cartechini ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Circeus กล่าว

“ในธุรกิจต่าง ๆ เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่รูปแบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดที่ผลิตภัณฑ์นั้นจะเข้าไปตอบโจทย์ได้ ส่วนที่ยากที่สุดคือการทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ ได้ และนั่นคือสิ่งที่เราได้สร้างขึ้น ซึ่งก็คือขีดความสามารถด้านวิศวกรรมส่วนกลางที่พลิกโฉมการเปลี่ยนผ่านในแต่ละครั้งให้กลายเป็นรากฐานสำหรับครั้งต่อไป” Gian Maria Gramondi ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Circeus กล่าว

“ด้วยเงินทุนทั้งหมดกว่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดมได้จนถึงปัจจุบัน เราจึงมีศักยภาพมหาศาลในการนำไปใช้ในสภาวะการเข้าซื้อกิจการที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง โดยคาดว่าข้อตกลงซื้อหลายรายการจะเสร็จสิ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในการเข้าซื้อกิจการแต่ละครั้ง เรากำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงโมเดลการดำเนินงานที่สามารถทำซ้ำได้ ซึ่งช่วยผลักดันการเพิ่ม EBITDA และสร้างผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมในทุก ๆ สินทรัพย์ที่เราเข้าซื้อและดำเนินงาน” Robin Hardt ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Circeus กล่าว

“เรากำลังสนับสนุนทีมงานที่นำ AI เข้ามาสู่ซอฟต์แวร์ที่จำเป็น ซึ่งธุรกิจต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคของเราต้องพึ่งพาในทุก ๆ วัน และโมเดลการเติบโตแบบต่อยอดของ Circeus ก็สอดคล้องเป็นอย่างยิ่งกับภารกิจระยะยาวของ EBRD ตลาดสำหรับการนำ AI เข้ามาสู่เศรษฐกิจจริงนั้นมีขนาดมหาศาล และเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้สนับสนุน Circeus ร่วมกับกลุ่มนักลงทุนที่แข็งแกร่งตลอดเส้นทางนี้” Bruno Lusic นักลงทุนจาก EBRD กล่าว

มุมมองระยะยาวของ EBRD สอดคล้องกับแนวทางของ Circeus ในการสร้างแพลตฟอร์มที่เติบโตแบบต่อยอดในระยะเวลาหลายทศวรรษ ไม่ใช่แค่เพียงหลายไตรมาส การลงทุนนี้ส่งผลให้ยอดรวมของการระดมทุนในส่วนของผู้ถือหุ้นของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยอดรวมของการระดมทุนทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับการสนับสนุนจาก NFXQED InvestorsNextalia645 Ventures3VCEndeavor CatalystCDP Venture Capital พร้อมด้วยวงเงินสินเชื่อมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก i80 Group

ทิศทางในอนาคต

แม้ว่านวัตกรรม AI จะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่การปรับใช้จริงในภาคเศรษฐกิจจริงยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ปัจจุบันมีองค์กรธุรกิจเพียงประมาณ 1 ใน 5 แห่งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ระบุว่าใช้งาน AI [1]

Circeus ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยปิดช่องว่างในการปรับใช้ AI โดยฝังขีดความสามารถระดับชั้นแนวหน้าลงในซอฟต์แวร์ ซึ่งสำคัญต่อภารกิจอย่างยิ่งยวดและเป็นสิ่งที่ธุรกิจต่าง ๆ ต้องพึ่งพา ระบบเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ขนย้ายสินค้า ขับเคลื่อนการพาณิชย์ และสนับสนุนอุตสาหกรรมเฉพาะทางต่าง ๆ Circeus เชื่อว่า AI จะสร้างการเติบโตแบบต่อยอดได้มากที่สุดในจุดที่ความรู้ความเข้าใจเฉพาะด้านนั้นลึกซึ้งที่สุด ซึ่งทำให้ซอฟต์แวร์เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการทำงานและข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะตัว กลายเป็นหัวใจสำคัญในพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มบริษัท

แพลตฟอร์มในยุคถัดไปจะทำหน้าที่ลงมือปฏิบัติงานแทนทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่จัดหาเครื่องมือมาให้ใช้ และการเปลี่ยนแปลนั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เกี่ยวกับ Circeus

Circeus เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลักเพื่อซอฟต์แวร์ที่สำคัญต่อภารกิจอย่างยิ่งยวด กลุ่มบริษัทเข้าซื้อกิจการ และพัฒนาธุรกิจซอฟต์แวร์เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน โดยฝังเทคโนโลยี AI ผ่านทีมวิศวกรรมส่วนกลางเพื่อเปลี่ยนผ่านซอฟต์แวร์จากระบบบันทึกข้อมูลไปสู่ระบบที่ลงมือปฏิบัติการ Circeus ดำเนินงานจากลอนดอน มิลาน และซาราเยโว Shop Circle ซึ่งเป็นแผนกซอฟต์แวร์เพื่อการพาณิชย์ของกลุ่มบริษัท ให้บริการแก่ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง และแบรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลก

เกี่ยวกับ EBRD

EBRD เป็นหนึ่งในธนาคารเพื่อการพัฒนาแบบพหุภาคีชั้นนำของโลก โดยมีพอร์ตโฟลิโออยู่ที่ประมาณ 62,000 ล้านยูโร และนับตั้งแต่ปี 1991 ได้ลงทุนไปแล้วกว่า 220,000 ล้านยูโรในโครงการต่าง ๆ กว่า 7,800 โครงการ นอกจากนี้ ธนาคารยังมีขีดความสามารถด้านตราสารทุนโดยเฉพาะ โดยสนับสนุนการเติบโตของภาคเอกชน นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาคของธนาคาร

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

[1] แหล่งที่มา: Eurostat, “20% of EU enterprises use AI technologies”: https://ec.europa.eu/eurostat/web/products-eurostat-news/w/ddn-20251211-2;
US Census Bureau, “AI Use at U.S. Businesses”: https://www.census.gov/library/stories/2026/05/ai-use-businesses.html.

รายงานทั้งสองฉบับระบุว่าอัตราการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 20% ในสหภาพยุโรป และอยู่ที่ 17-20% ในสหรัฐอเมริกา

ติดต่อสอบถามด้านสื่อ
[email protected]

GlobeNewswire Distribution ID 1001209971

ขอแนะนำ Circeus: บริษัทโฮลดิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก พร้อมประกาศการจัดหาเงินทุนโดยออกหุ้นรอบใหม่

กลุ่มบริษัทผู้อยู่เบื้องหลัง Shop Circle เปิดตัว Circeus ในฐานะแบรนด์บริษัทโฮลดิ้งของกลุ่ม ซึ่งได้รับการสนับสนุนการลงทุนในหุ้นทุนรอบใหม่จาก EBRD Shop Circle ยังคงดำเนินงานในฐานะแผนกซอฟต์แวร์เพื่อการค้าปลีกและการพาณิชย์ของกลุ่มบริษัทต่อไป การลงทุนในครั้งนี้จะเร่งการปรับใช้ AI ในบริษัททั้งหมดที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอ พร้อมทั้งให้เงินทุนสำหรับการเดินหน้าต่อในการเข้าซื้อกิจการธุรกิจซอฟต์แวร์ที่เป็นแรงขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน

ลอนดอน, June 29, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Circeus บริษัทโฮลดิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลักสำหรับซอฟต์แวร์ที่สำคัญต่อภารกิจอย่างยิ่งยวด ประกาศเปิดตัวในวันนี้พร้อมกับการลงทุนในหุ้นทุนจากธนาคารเพื่อการบูรณะและการพัฒนาแห่งยุโรป (EBRD) โดยมีนักลงทุนรายอื่น ๆ เข้าร่วมด้วย

การเปิดตัวนี้ถือเป็นการแนะนำ Circeus ในฐานะแบรนด์บริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มบริษัท โดยสะท้อนให้เห็นถึงพอร์ตโฟลิโอซอฟต์แวร์แบบ B2B ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งกลุ่มบริษัทดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันด้วยการฝังเทคโนโลยี AI ไว้ในทุกส่วน การลงทุนในครั้งนี้จะช่วยขยายขีดความสามารถด้านวิศวกรรม AI ส่วนกลางของกลุ่มบริษัท และสนับสนุนการเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง

บริษัทโฮลดิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก

Circeus ได้เข้าซื้อกิจการมาแล้ว 18 ครั้งในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา และให้บริการธุรกิจมากกว่า 200,000 แห่งทั่วโลก กลุ่มบริษัทกำลังขยายตัวพร้อมมีกำไร และมีรายได้เพิ่มขึ้นในปีนี้มากกว่ารายได้ในช่วงสองปีก่อนหน้ารวมกัน โดยคาดว่าการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมจะแล้วเสร็จในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

จากกลยุทธ์สู่ผลลัพธ์

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา AI ได้เปลี่ยนผ่านจากการทดลองไปสู่การปรับใช้เป็นวงกว้างทั่วทั้งพอร์ตโฟลิโอ ปัจจุบันเห็นได้อย่างชัดเจนในผลการดำเนินงาน:

  • สัดส่วนยอดการจองใหม่สุทธิเติบโตในระดับเลขสองหลัก โดยขับเคลื่อนด้วยคุณสมบัติที่ใช้ AI
  • ระบบอัตโนมัติในการสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าพุ่งสูงถึงประมาณ 80% ในหลาย ๆ ผลิตภัณฑ์
  • ผลิตภาพของนักพัฒนาเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ผ่านกระบวนการทำงานที่มี AI ช่วยเหลือ

ผลลัพธ์เหล่านี้เกิดขึ้นสอดคล้องกันในหลายธุรกิจ โดยแสดงให้เห็นถึงโมเดลที่สามารถทำซ้ำได้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ EBITDA หลังการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งมากกว่าที่จะเป็นเพียงความสำเร็จที่เกิดขึ้นแค่เฉพาะจุด

โมเดลการเติบโตแบบต่อยอดโดยมี AI เป็นระบบปฏิบัติการ

Circeus เติบโตผ่านโมเดลที่สามารถทำซ้ำได้ นั่นคือการเลือกเข้าซื้อกิจการธุรกิจซอฟต์แวร์ แล้วนำธุรกิจเหล่านั้นมาเชื่อมต่อกับขีดความสามารถด้าน AI ส่วนกลาง โดยสร้างเอเจนต์และทักษะต่าง ๆ ขึ้นมาเพียงครั้งเดียว แล้วสามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกบริษัทที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอ ภายหลังการเข้าซื้อกิจการ Circeus ฝังเทคโนโลยี AI ลงในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทำให้การดำเนินงานเป็นไปโดยระบบอัตโนมัติ รวมทั้งนำโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และข้อมูลเชิงลึกกลับมาใช้ใหม่ทั่วทั้งกลุ่มบริษัท

การปรับปรุงแต่ละส่วนส่งผลเติบโตแบบต่อยอด ซึ่งสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบสแตนด์อโลนยากที่จะลอกเลียนแบบได้ AI ไม่ใช่อีกสิ่งที่นำมาเสริมให้กับแต่ละผลิตภัณฑ์ แต่เป็นระบบปฏิบัติการของกลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนผ่านซอฟต์แวร์จากระบบบันทึกข้อมูลไปสู่ระบบที่ลงมือปฏิบัติการ พร้อมทั้งเปลี่ยนงานให้เป็นผลลัพธ์ได้

บ้านอันมั่นคงและยั่งยืนสำหรับผู้ก่อตั้ง

ผู้ก่อตั้งที่ขายกิจการให้กับ Circeus จะได้รับบ้านอันมั่นคงและยั่งยืนสำหรับธุรกิจของตน โดยยังคงรักษาแบรนด์ ทีมงาน และความสัมพันธ์กับลูกค้าไว้ ในขณะเดียวกันกลุ่มบริษัทก็จะเข้ามาเสริมศักยภาพด้วยวิศวกรรม AI ความเชี่ยวชาญในการเติบโต และการสนับสนุนงานส่วนกลางแบบรวมศูนย์

คำกล่าวสำคัญ

“เมื่อ AI ยกระดับซอฟต์แวร์จากเครื่องมือที่ทำงานแบบรับคำสั่งไปสู่ระบบที่สามารถลงมือปฏิบัติและดำเนินการได้ด้วยตนเอง ตลาดเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ได้ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า เรากำลังสร้างแพลตฟอร์มเพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ เราไม่ได้อยู่ระหว่างกระบวนการระดมทุน เพราะบริษัทมีกำไรและมีเงินทุนที่ดีอยู่แล้ว แต่เราได้เลือกที่จะเปิดรับ EBRD เข้ามาเป็นผู้ร่วมลงทุนเนื่องจากสถานะขององค์กรนี้ และเดินหน้ารุกตลาดที่มีโอกาสการเติบโตที่น่าสนใจอีกมาก” Luca Cartechini ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Circeus กล่าว

“ในธุรกิจต่าง ๆ เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่รูปแบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดที่ผลิตภัณฑ์นั้นจะเข้าไปตอบโจทย์ได้ ส่วนที่ยากที่สุดคือการทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ ได้ และนั่นคือสิ่งที่เราได้สร้างขึ้น ซึ่งก็คือขีดความสามารถด้านวิศวกรรมส่วนกลางที่พลิกโฉมการเปลี่ยนผ่านในแต่ละครั้งให้กลายเป็นรากฐานสำหรับครั้งต่อไป” Gian Maria Gramondi ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Circeus กล่าว

“ด้วยเงินทุนทั้งหมดกว่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดมได้จนถึงปัจจุบัน เราจึงมีศักยภาพมหาศาลในการนำไปใช้ในสภาวะการเข้าซื้อกิจการที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง โดยคาดว่าข้อตกลงซื้อหลายรายการจะเสร็จสิ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในการเข้าซื้อกิจการแต่ละครั้ง เรากำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงโมเดลการดำเนินงานที่สามารถทำซ้ำได้ ซึ่งช่วยผลักดันการเพิ่ม EBITDA และสร้างผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมในทุก ๆ สินทรัพย์ที่เราเข้าซื้อและดำเนินงาน” Robin Hardt ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Circeus กล่าว

“เรากำลังสนับสนุนทีมงานที่นำ AI เข้ามาสู่ซอฟต์แวร์ที่จำเป็น ซึ่งธุรกิจต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคของเราต้องพึ่งพาในทุก ๆ วัน และโมเดลการเติบโตแบบต่อยอดของ Circeus ก็สอดคล้องเป็นอย่างยิ่งกับภารกิจระยะยาวของ EBRD ตลาดสำหรับการนำ AI เข้ามาสู่เศรษฐกิจจริงนั้นมีขนาดมหาศาล และเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้สนับสนุน Circeus ร่วมกับกลุ่มนักลงทุนที่แข็งแกร่งตลอดเส้นทางนี้” Bruno Lusic นักลงทุนจาก EBRD กล่าว

มุมมองระยะยาวของ EBRD สอดคล้องกับแนวทางของ Circeus ในการสร้างแพลตฟอร์มที่เติบโตแบบต่อยอดในระยะเวลาหลายทศวรรษ ไม่ใช่แค่เพียงหลายไตรมาส การลงทุนนี้ส่งผลให้ยอดรวมของการระดมทุนในส่วนของผู้ถือหุ้นของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยอดรวมของการระดมทุนทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับการสนับสนุนจาก NFXQED InvestorsNextalia645 Ventures3VCEndeavor CatalystCDP Venture Capital พร้อมด้วยวงเงินสินเชื่อมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก i80 Group

ทิศทางในอนาคต

แม้ว่านวัตกรรม AI จะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่การปรับใช้จริงในภาคเศรษฐกิจจริงยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ปัจจุบันมีองค์กรธุรกิจเพียงประมาณ 1 ใน 5 แห่งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ระบุว่าใช้งาน AI [1]

Circeus ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยปิดช่องว่างในการปรับใช้ AI โดยฝังขีดความสามารถระดับชั้นแนวหน้าลงในซอฟต์แวร์ ซึ่งสำคัญต่อภารกิจอย่างยิ่งยวดและเป็นสิ่งที่ธุรกิจต่าง ๆ ต้องพึ่งพา ระบบเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ขนย้ายสินค้า ขับเคลื่อนการพาณิชย์ และสนับสนุนอุตสาหกรรมเฉพาะทางต่าง ๆ Circeus เชื่อว่า AI จะสร้างการเติบโตแบบต่อยอดได้มากที่สุดในจุดที่ความรู้ความเข้าใจเฉพาะด้านนั้นลึกซึ้งที่สุด ซึ่งทำให้ซอฟต์แวร์เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการทำงานและข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะตัว กลายเป็นหัวใจสำคัญในพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มบริษัท

แพลตฟอร์มในยุคถัดไปจะทำหน้าที่ลงมือปฏิบัติงานแทนทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่จัดหาเครื่องมือมาให้ใช้ และการเปลี่ยนแปลนั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เกี่ยวกับ Circeus

Circeus เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลักเพื่อซอฟต์แวร์ที่สำคัญต่อภารกิจอย่างยิ่งยวด กลุ่มบริษัทเข้าซื้อกิจการ และพัฒนาธุรกิจซอฟต์แวร์เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน โดยฝังเทคโนโลยี AI ผ่านทีมวิศวกรรมส่วนกลางเพื่อเปลี่ยนผ่านซอฟต์แวร์จากระบบบันทึกข้อมูลไปสู่ระบบที่ลงมือปฏิบัติการ Circeus ดำเนินงานจากลอนดอน มิลาน และซาราเยโว Shop Circle ซึ่งเป็นแผนกซอฟต์แวร์เพื่อการพาณิชย์ของกลุ่มบริษัท ให้บริการแก่ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง และแบรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลก

เกี่ยวกับ EBRD

EBRD เป็นหนึ่งในธนาคารเพื่อการพัฒนาแบบพหุภาคีชั้นนำของโลก โดยมีพอร์ตโฟลิโออยู่ที่ประมาณ 62,000 ล้านยูโร และนับตั้งแต่ปี 1991 ได้ลงทุนไปแล้วกว่า 220,000 ล้านยูโรในโครงการต่าง ๆ กว่า 7,800 โครงการ นอกจากนี้ ธนาคารยังมีขีดความสามารถด้านตราสารทุนโดยเฉพาะ โดยสนับสนุนการเติบโตของภาคเอกชน นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาคของธนาคาร

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

[1] แหล่งที่มา: Eurostat, “20% of EU enterprises use AI technologies”: https://ec.europa.eu/eurostat/web/products-eurostat-news/w/ddn-20251211-2;
US Census Bureau, “AI Use at U.S. Businesses”: https://www.census.gov/library/stories/2026/05/ai-use-businesses.html.

รายงานทั้งสองฉบับระบุว่าอัตราการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 20% ในสหภาพยุโรป และอยู่ที่ 17-20% ในสหรัฐอเมริกา

ติดต่อสอบถามด้านสื่อ
[email protected]

GlobeNewswire Distribution ID 1001209971

Mavenir คว้ารางวัล Deutsche Telekom’s Partner of the Year Award สาขา Best Network Innovation

โครงการ MeeC ได้รับการยกย่องว่าประหยัดพลังงานได้มากถึง 65% ในเครือข่ายหลัก 5G ของ Deutsche Telekom

บอนน์ ประเทศเยอรมนี, June 27, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Mavenir บริษัทซอฟต์แวร์ผู้สร้างเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ออกแบบโดยมี AI เป็นแกนหลัก ประกาศในวันนี้ว่าได้รับรางวัล Deutsche Telekom Partner of the Year ในสาขา Best Network Innovation รางวัลนี้มอบโดยผู้บริหารระดับสูงของ Deutsche Telekom ในงาน Telekom Campus Fair 2026

รางวัลนี้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของ Mavenir ในโครงการริเริ่ม Most Energy Efficient Core (MeeC) ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับเรือธงกับ Deutsche Telekom ที่พัฒนาบน Horizontal TelCo Cloud ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมคลาวด์ของบริษัทที่เป็นต้นแบบให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม MeeC ได้กำหนดนิยามใหม่ให้กับประสิทธิภาพพลังงานของเครือข่าย 5G Core โดยลดการใช้พลังงานได้สูงสุดถึง 65% ในช่วงเวลาที่มีปริมาณการใช้งานต่ำ ขณะเดียวกันยังคงรักษาประสิทธิภาพและคุณภาพบริการไว้ได้โดยไม่ลดหย่อน

MeeC ซึ่งเปิดตัวในปี 2025 ใช้การวิเคราะห์ปริมาณการรับส่งข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขั้นสูงและการเพิ่มประสิทธิภาพภาระงานเชิงคาดการณ์ เพื่อระบุและขจัดความสิ้นเปลืองพลังงานในฟังก์ชัน 5G Core โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายหรือคุณภาพการบริการ โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญในเชิงพาณิชย์ในสภาพแวดล้อมเครือข่ายการใช้งานจริง

Pardeep Kohli ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mavenir กล่าวว่า “การได้รับรางวัล Deutsche Telekom’s Partner Award ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับทีมงาน Mavenir ทั้งหมด MeeC แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อสถาปัตยกรรมคลาวด์เนทีฟ ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI และความร่วมมือที่แท้จริงมาผสานรวมกัน เครือข่ายที่ยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายในอนาคต แต่เป็นความจริงในการปฏิบัติงาน และเราภูมิใจที่ได้ช่วยให้ Deutsche Telekom พิสูจน์สิ่งนี้ในระดับขนาดใหญ่

รางวัล Telekom Partner Awards เป็นการยกย่องผลงานอันโดดเด่นของพันธมิตรของ Deutsche Telekom ในด้านเทคโนโลยีเครือข่าย การดำเนินงาน และความยั่งยืน นอกจากนี้ รางวัลนี้ยังมอบร่วมให้แก่ AMD ด้วย เพื่อเป็นการยกย่องผลงานที่บริษัทได้มีส่วนร่วมในโครงการ MeeC

ข้อมูลสำหรับบรรณาธิการ:

Core ที่ประหยัดพลังงานที่สุด: การนำเสนอในงาน Mobile World Congress
https://www.youtube.com/watch?v=Mw2g-CSSAtI

เกี่ยวกับ MeeC (Most Energy Efficient Core)
MeeC เป็นโครงการนวัตกรรมของ Deutsche Telekom ที่มุ่งพลิกโฉมประสิทธิภาพของ 5G Core ผ่านระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ ผลงานสำคัญที่ผ่านมาได้แก่:

  • ประหยัดพลังงานได้สูงสุดถึง 65% เมื่อเทียบกับการดำเนินงานในสภาวะปกติ
  • การคาดการณ์ปริมาณการรับส่งข้อมูลด้วย AI และการปรับขนาดระบบแบบเรียลไทม์
  • การรวมเวิร์กโหลดแบบไดนามิกทั่วทั้งฟังก์ชันคลาวด์เนทีฟ
  • ระบบอัตโนมัติแบบไร้การสัมผัส ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง
  • พิสูจน์แล้วด้วยการใช้งานจริงบนเครือข่ายผลิตระดับ Tier‑1

เกี่ยวกับ Mavenir
Mavenir ช่วยสร้างเครือข่ายอัจฉริยะ อัตโนมัติ และตั้งโปรแกรมได้เกิดขึ้นได้จริง ผ่านการพัฒนาโซลูชันซอฟต์แวร์ที่เน้นโทรคมนาคมเป็นหลัก ทำงานบนคลาวด์ และออกแบบโดยใช้ AI สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ความเชี่ยวชาญเชิงลึกของบริษัทในด้านโทรคมนาคมได้รับการพิสูจน์ผ่านการปรับใช้กับผู้ให้บริการกว่า 300 รายทั่วโลกในกว่า 120 ประเทศ ซึ่งรวมกันให้บริการสมาชิกมากกว่า 50% ของโลก Mavenir ผสานประสบการณ์เชิงลึกด้านโทรคมนาคมเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์และไอที ตลอดจนทักษะด้านวิทยาการข้อมูลที่จำเป็นต่อการแก้ไขความท้าทายที่แท้จริงของลูกค้า โซลูชันซอฟต์แวร์ที่คุณภาพเป็นที่ประจักษ์แล้วของบริษัทนี้ ได้รับการออกแบบให้ทำงานด้วย AI ตั้งแต่ต้น โดยคำนึงถึงอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI และผลักดันการวิวัฒนาการของผู้ให้บริการสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาไปที่ www.mavenir.com

ข้อมูลติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Mavenir:

Emmanuela Spiteri
[email protected]

ดูรูปภาพประกอบประกาศนี้ได้ที่ https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/c7cc50fe-62ad-4a40-b285-74324d5d708e

GlobeNewswire Distribution ID 9753619

Mavenir คว้ารางวัล Deutsche Telekom’s Partner of the Year Award สาขา Best Network Innovation

โครงการ MeeC ได้รับการยกย่องว่าประหยัดพลังงานได้มากถึง 65% ในเครือข่ายหลัก 5G ของ Deutsche Telekom

บอนน์ ประเทศเยอรมนี, June 27, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Mavenir บริษัทซอฟต์แวร์ผู้สร้างเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ออกแบบโดยมี AI เป็นแกนหลัก ประกาศในวันนี้ว่าได้รับรางวัล Deutsche Telekom Partner of the Year ในสาขา Best Network Innovation รางวัลนี้มอบโดยผู้บริหารระดับสูงของ Deutsche Telekom ในงาน Telekom Campus Fair 2026

รางวัลนี้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของ Mavenir ในโครงการริเริ่ม Most Energy Efficient Core (MeeC) ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับเรือธงกับ Deutsche Telekom ที่พัฒนาบน Horizontal TelCo Cloud ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมคลาวด์ของบริษัทที่เป็นต้นแบบให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม MeeC ได้กำหนดนิยามใหม่ให้กับประสิทธิภาพพลังงานของเครือข่าย 5G Core โดยลดการใช้พลังงานได้สูงสุดถึง 65% ในช่วงเวลาที่มีปริมาณการใช้งานต่ำ ขณะเดียวกันยังคงรักษาประสิทธิภาพและคุณภาพบริการไว้ได้โดยไม่ลดหย่อน

MeeC ซึ่งเปิดตัวในปี 2025 ใช้การวิเคราะห์ปริมาณการรับส่งข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขั้นสูงและการเพิ่มประสิทธิภาพภาระงานเชิงคาดการณ์ เพื่อระบุและขจัดความสิ้นเปลืองพลังงานในฟังก์ชัน 5G Core โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายหรือคุณภาพการบริการ โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญในเชิงพาณิชย์ในสภาพแวดล้อมเครือข่ายการใช้งานจริง

Pardeep Kohli ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mavenir กล่าวว่า “การได้รับรางวัล Deutsche Telekom’s Partner Award ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับทีมงาน Mavenir ทั้งหมด MeeC แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อสถาปัตยกรรมคลาวด์เนทีฟ ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI และความร่วมมือที่แท้จริงมาผสานรวมกัน เครือข่ายที่ยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายในอนาคต แต่เป็นความจริงในการปฏิบัติงาน และเราภูมิใจที่ได้ช่วยให้ Deutsche Telekom พิสูจน์สิ่งนี้ในระดับขนาดใหญ่

รางวัล Telekom Partner Awards เป็นการยกย่องผลงานอันโดดเด่นของพันธมิตรของ Deutsche Telekom ในด้านเทคโนโลยีเครือข่าย การดำเนินงาน และความยั่งยืน นอกจากนี้ รางวัลนี้ยังมอบร่วมให้แก่ AMD ด้วย เพื่อเป็นการยกย่องผลงานที่บริษัทได้มีส่วนร่วมในโครงการ MeeC

ข้อมูลสำหรับบรรณาธิการ:

Core ที่ประหยัดพลังงานที่สุด: การนำเสนอในงาน Mobile World Congress
https://www.youtube.com/watch?v=Mw2g-CSSAtI

เกี่ยวกับ MeeC (Most Energy Efficient Core)
MeeC เป็นโครงการนวัตกรรมของ Deutsche Telekom ที่มุ่งพลิกโฉมประสิทธิภาพของ 5G Core ผ่านระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ ผลงานสำคัญที่ผ่านมาได้แก่:

  • ประหยัดพลังงานได้สูงสุดถึง 65% เมื่อเทียบกับการดำเนินงานในสภาวะปกติ
  • การคาดการณ์ปริมาณการรับส่งข้อมูลด้วย AI และการปรับขนาดระบบแบบเรียลไทม์
  • การรวมเวิร์กโหลดแบบไดนามิกทั่วทั้งฟังก์ชันคลาวด์เนทีฟ
  • ระบบอัตโนมัติแบบไร้การสัมผัส ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง
  • พิสูจน์แล้วด้วยการใช้งานจริงบนเครือข่ายผลิตระดับ Tier‑1

เกี่ยวกับ Mavenir
Mavenir ช่วยสร้างเครือข่ายอัจฉริยะ อัตโนมัติ และตั้งโปรแกรมได้เกิดขึ้นได้จริง ผ่านการพัฒนาโซลูชันซอฟต์แวร์ที่เน้นโทรคมนาคมเป็นหลัก ทำงานบนคลาวด์ และออกแบบโดยใช้ AI สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ความเชี่ยวชาญเชิงลึกของบริษัทในด้านโทรคมนาคมได้รับการพิสูจน์ผ่านการปรับใช้กับผู้ให้บริการกว่า 300 รายทั่วโลกในกว่า 120 ประเทศ ซึ่งรวมกันให้บริการสมาชิกมากกว่า 50% ของโลก Mavenir ผสานประสบการณ์เชิงลึกด้านโทรคมนาคมเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์และไอที ตลอดจนทักษะด้านวิทยาการข้อมูลที่จำเป็นต่อการแก้ไขความท้าทายที่แท้จริงของลูกค้า โซลูชันซอฟต์แวร์ที่คุณภาพเป็นที่ประจักษ์แล้วของบริษัทนี้ ได้รับการออกแบบให้ทำงานด้วย AI ตั้งแต่ต้น โดยคำนึงถึงอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI และผลักดันการวิวัฒนาการของผู้ให้บริการสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาไปที่ www.mavenir.com

ข้อมูลติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Mavenir:

Emmanuela Spiteri
[email protected]

ดูรูปภาพประกอบประกาศนี้ได้ที่ https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/c7cc50fe-62ad-4a40-b285-74324d5d708e

GlobeNewswire Distribution ID 9753619

Mavenir คว้ารางวัล Deutsche Telekom’s Partner of the Year Award สาขา Best Network Innovation

โครงการ MeeC ได้รับการยกย่องว่าประหยัดพลังงานได้มากถึง 65% ในเครือข่ายหลัก 5G ของ Deutsche Telekom

บอนน์ ประเทศเยอรมนี, June 27, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Mavenir บริษัทซอฟต์แวร์ผู้สร้างเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ออกแบบโดยมี AI เป็นแกนหลัก ประกาศในวันนี้ว่าได้รับรางวัล Deutsche Telekom Partner of the Year ในสาขา Best Network Innovation รางวัลนี้มอบโดยผู้บริหารระดับสูงของ Deutsche Telekom ในงาน Telekom Campus Fair 2026

รางวัลนี้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของ Mavenir ในโครงการริเริ่ม Most Energy Efficient Core (MeeC) ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับเรือธงกับ Deutsche Telekom ที่พัฒนาบน Horizontal TelCo Cloud ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมคลาวด์ของบริษัทที่เป็นต้นแบบให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม MeeC ได้กำหนดนิยามใหม่ให้กับประสิทธิภาพพลังงานของเครือข่าย 5G Core โดยลดการใช้พลังงานได้สูงสุดถึง 65% ในช่วงเวลาที่มีปริมาณการใช้งานต่ำ ขณะเดียวกันยังคงรักษาประสิทธิภาพและคุณภาพบริการไว้ได้โดยไม่ลดหย่อน

MeeC ซึ่งเปิดตัวในปี 2025 ใช้การวิเคราะห์ปริมาณการรับส่งข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขั้นสูงและการเพิ่มประสิทธิภาพภาระงานเชิงคาดการณ์ เพื่อระบุและขจัดความสิ้นเปลืองพลังงานในฟังก์ชัน 5G Core โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายหรือคุณภาพการบริการ โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญในเชิงพาณิชย์ในสภาพแวดล้อมเครือข่ายการใช้งานจริง

Pardeep Kohli ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mavenir กล่าวว่า “การได้รับรางวัล Deutsche Telekom’s Partner Award ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับทีมงาน Mavenir ทั้งหมด MeeC แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อสถาปัตยกรรมคลาวด์เนทีฟ ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI และความร่วมมือที่แท้จริงมาผสานรวมกัน เครือข่ายที่ยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายในอนาคต แต่เป็นความจริงในการปฏิบัติงาน และเราภูมิใจที่ได้ช่วยให้ Deutsche Telekom พิสูจน์สิ่งนี้ในระดับขนาดใหญ่

รางวัล Telekom Partner Awards เป็นการยกย่องผลงานอันโดดเด่นของพันธมิตรของ Deutsche Telekom ในด้านเทคโนโลยีเครือข่าย การดำเนินงาน และความยั่งยืน นอกจากนี้ รางวัลนี้ยังมอบร่วมให้แก่ AMD ด้วย เพื่อเป็นการยกย่องผลงานที่บริษัทได้มีส่วนร่วมในโครงการ MeeC

ข้อมูลสำหรับบรรณาธิการ:

Core ที่ประหยัดพลังงานที่สุด: การนำเสนอในงาน Mobile World Congress
https://www.youtube.com/watch?v=Mw2g-CSSAtI

เกี่ยวกับ MeeC (Most Energy Efficient Core)
MeeC เป็นโครงการนวัตกรรมของ Deutsche Telekom ที่มุ่งพลิกโฉมประสิทธิภาพของ 5G Core ผ่านระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ ผลงานสำคัญที่ผ่านมาได้แก่:

  • ประหยัดพลังงานได้สูงสุดถึง 65% เมื่อเทียบกับการดำเนินงานในสภาวะปกติ
  • การคาดการณ์ปริมาณการรับส่งข้อมูลด้วย AI และการปรับขนาดระบบแบบเรียลไทม์
  • การรวมเวิร์กโหลดแบบไดนามิกทั่วทั้งฟังก์ชันคลาวด์เนทีฟ
  • ระบบอัตโนมัติแบบไร้การสัมผัส ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง
  • พิสูจน์แล้วด้วยการใช้งานจริงบนเครือข่ายผลิตระดับ Tier‑1

เกี่ยวกับ Mavenir
Mavenir ช่วยสร้างเครือข่ายอัจฉริยะ อัตโนมัติ และตั้งโปรแกรมได้เกิดขึ้นได้จริง ผ่านการพัฒนาโซลูชันซอฟต์แวร์ที่เน้นโทรคมนาคมเป็นหลัก ทำงานบนคลาวด์ และออกแบบโดยใช้ AI สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ความเชี่ยวชาญเชิงลึกของบริษัทในด้านโทรคมนาคมได้รับการพิสูจน์ผ่านการปรับใช้กับผู้ให้บริการกว่า 300 รายทั่วโลกในกว่า 120 ประเทศ ซึ่งรวมกันให้บริการสมาชิกมากกว่า 50% ของโลก Mavenir ผสานประสบการณ์เชิงลึกด้านโทรคมนาคมเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์และไอที ตลอดจนทักษะด้านวิทยาการข้อมูลที่จำเป็นต่อการแก้ไขความท้าทายที่แท้จริงของลูกค้า โซลูชันซอฟต์แวร์ที่คุณภาพเป็นที่ประจักษ์แล้วของบริษัทนี้ ได้รับการออกแบบให้ทำงานด้วย AI ตั้งแต่ต้น โดยคำนึงถึงอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI และผลักดันการวิวัฒนาการของผู้ให้บริการสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาไปที่ www.mavenir.com

ข้อมูลติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Mavenir:

Emmanuela Spiteri
[email protected]

ดูรูปภาพประกอบประกาศนี้ได้ที่ https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/c7cc50fe-62ad-4a40-b285-74324d5d708e

GlobeNewswire Distribution ID 9753619

Mavenir คว้ารางวัล Deutsche Telekom’s Partner of the Year Award สาขา Best Network Innovation

โครงการ MeeC ได้รับการยกย่องว่าประหยัดพลังงานได้มากถึง 65% ในเครือข่ายหลัก 5G ของ Deutsche Telekom

บอนน์ ประเทศเยอรมนี, June 27, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Mavenir บริษัทซอฟต์แวร์ผู้สร้างเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ออกแบบโดยมี AI เป็นแกนหลัก ประกาศในวันนี้ว่าได้รับรางวัล Deutsche Telekom Partner of the Year ในสาขา Best Network Innovation รางวัลนี้มอบโดยผู้บริหารระดับสูงของ Deutsche Telekom ในงาน Telekom Campus Fair 2026

รางวัลนี้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของ Mavenir ในโครงการริเริ่ม Most Energy Efficient Core (MeeC) ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับเรือธงกับ Deutsche Telekom ที่พัฒนาบน Horizontal TelCo Cloud ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมคลาวด์ของบริษัทที่เป็นต้นแบบให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม MeeC ได้กำหนดนิยามใหม่ให้กับประสิทธิภาพพลังงานของเครือข่าย 5G Core โดยลดการใช้พลังงานได้สูงสุดถึง 65% ในช่วงเวลาที่มีปริมาณการใช้งานต่ำ ขณะเดียวกันยังคงรักษาประสิทธิภาพและคุณภาพบริการไว้ได้โดยไม่ลดหย่อน

MeeC ซึ่งเปิดตัวในปี 2025 ใช้การวิเคราะห์ปริมาณการรับส่งข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขั้นสูงและการเพิ่มประสิทธิภาพภาระงานเชิงคาดการณ์ เพื่อระบุและขจัดความสิ้นเปลืองพลังงานในฟังก์ชัน 5G Core โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายหรือคุณภาพการบริการ โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญในเชิงพาณิชย์ในสภาพแวดล้อมเครือข่ายการใช้งานจริง

Pardeep Kohli ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mavenir กล่าวว่า “การได้รับรางวัล Deutsche Telekom’s Partner Award ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับทีมงาน Mavenir ทั้งหมด MeeC แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อสถาปัตยกรรมคลาวด์เนทีฟ ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI และความร่วมมือที่แท้จริงมาผสานรวมกัน เครือข่ายที่ยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายในอนาคต แต่เป็นความจริงในการปฏิบัติงาน และเราภูมิใจที่ได้ช่วยให้ Deutsche Telekom พิสูจน์สิ่งนี้ในระดับขนาดใหญ่

รางวัล Telekom Partner Awards เป็นการยกย่องผลงานอันโดดเด่นของพันธมิตรของ Deutsche Telekom ในด้านเทคโนโลยีเครือข่าย การดำเนินงาน และความยั่งยืน นอกจากนี้ รางวัลนี้ยังมอบร่วมให้แก่ AMD ด้วย เพื่อเป็นการยกย่องผลงานที่บริษัทได้มีส่วนร่วมในโครงการ MeeC

ข้อมูลสำหรับบรรณาธิการ:

Core ที่ประหยัดพลังงานที่สุด: การนำเสนอในงาน Mobile World Congress
https://www.youtube.com/watch?v=Mw2g-CSSAtI

เกี่ยวกับ MeeC (Most Energy Efficient Core)
MeeC เป็นโครงการนวัตกรรมของ Deutsche Telekom ที่มุ่งพลิกโฉมประสิทธิภาพของ 5G Core ผ่านระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ ผลงานสำคัญที่ผ่านมาได้แก่:

  • ประหยัดพลังงานได้สูงสุดถึง 65% เมื่อเทียบกับการดำเนินงานในสภาวะปกติ
  • การคาดการณ์ปริมาณการรับส่งข้อมูลด้วย AI และการปรับขนาดระบบแบบเรียลไทม์
  • การรวมเวิร์กโหลดแบบไดนามิกทั่วทั้งฟังก์ชันคลาวด์เนทีฟ
  • ระบบอัตโนมัติแบบไร้การสัมผัส ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง
  • พิสูจน์แล้วด้วยการใช้งานจริงบนเครือข่ายผลิตระดับ Tier‑1

เกี่ยวกับ Mavenir
Mavenir ช่วยสร้างเครือข่ายอัจฉริยะ อัตโนมัติ และตั้งโปรแกรมได้เกิดขึ้นได้จริง ผ่านการพัฒนาโซลูชันซอฟต์แวร์ที่เน้นโทรคมนาคมเป็นหลัก ทำงานบนคลาวด์ และออกแบบโดยใช้ AI สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ความเชี่ยวชาญเชิงลึกของบริษัทในด้านโทรคมนาคมได้รับการพิสูจน์ผ่านการปรับใช้กับผู้ให้บริการกว่า 300 รายทั่วโลกในกว่า 120 ประเทศ ซึ่งรวมกันให้บริการสมาชิกมากกว่า 50% ของโลก Mavenir ผสานประสบการณ์เชิงลึกด้านโทรคมนาคมเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์และไอที ตลอดจนทักษะด้านวิทยาการข้อมูลที่จำเป็นต่อการแก้ไขความท้าทายที่แท้จริงของลูกค้า โซลูชันซอฟต์แวร์ที่คุณภาพเป็นที่ประจักษ์แล้วของบริษัทนี้ ได้รับการออกแบบให้ทำงานด้วย AI ตั้งแต่ต้น โดยคำนึงถึงอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI และผลักดันการวิวัฒนาการของผู้ให้บริการสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาไปที่ www.mavenir.com

ข้อมูลติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Mavenir:

Emmanuela Spiteri
[email protected]

ดูรูปภาพประกอบประกาศนี้ได้ที่ https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/c7cc50fe-62ad-4a40-b285-74324d5d708e

GlobeNewswire Distribution ID 9753619

Mavenir คว้ารางวัล Deutsche Telekom’s Partner of the Year Award สาขา Best Network Innovation

โครงการ MeeC ได้รับการยกย่องว่าประหยัดพลังงานได้มากถึง 65% ในเครือข่ายหลัก 5G ของ Deutsche Telekom

บอนน์ ประเทศเยอรมนี, June 27, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Mavenir บริษัทซอฟต์แวร์ผู้สร้างเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ออกแบบโดยมี AI เป็นแกนหลัก ประกาศในวันนี้ว่าได้รับรางวัล Deutsche Telekom Partner of the Year ในสาขา Best Network Innovation รางวัลนี้มอบโดยผู้บริหารระดับสูงของ Deutsche Telekom ในงาน Telekom Campus Fair 2026

รางวัลนี้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของ Mavenir ในโครงการริเริ่ม Most Energy Efficient Core (MeeC) ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับเรือธงกับ Deutsche Telekom ที่พัฒนาบน Horizontal TelCo Cloud ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมคลาวด์ของบริษัทที่เป็นต้นแบบให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม MeeC ได้กำหนดนิยามใหม่ให้กับประสิทธิภาพพลังงานของเครือข่าย 5G Core โดยลดการใช้พลังงานได้สูงสุดถึง 65% ในช่วงเวลาที่มีปริมาณการใช้งานต่ำ ขณะเดียวกันยังคงรักษาประสิทธิภาพและคุณภาพบริการไว้ได้โดยไม่ลดหย่อน

MeeC ซึ่งเปิดตัวในปี 2025 ใช้การวิเคราะห์ปริมาณการรับส่งข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขั้นสูงและการเพิ่มประสิทธิภาพภาระงานเชิงคาดการณ์ เพื่อระบุและขจัดความสิ้นเปลืองพลังงานในฟังก์ชัน 5G Core โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายหรือคุณภาพการบริการ โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญในเชิงพาณิชย์ในสภาพแวดล้อมเครือข่ายการใช้งานจริง

Pardeep Kohli ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mavenir กล่าวว่า “การได้รับรางวัล Deutsche Telekom’s Partner Award ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับทีมงาน Mavenir ทั้งหมด MeeC แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อสถาปัตยกรรมคลาวด์เนทีฟ ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI และความร่วมมือที่แท้จริงมาผสานรวมกัน เครือข่ายที่ยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายในอนาคต แต่เป็นความจริงในการปฏิบัติงาน และเราภูมิใจที่ได้ช่วยให้ Deutsche Telekom พิสูจน์สิ่งนี้ในระดับขนาดใหญ่

รางวัล Telekom Partner Awards เป็นการยกย่องผลงานอันโดดเด่นของพันธมิตรของ Deutsche Telekom ในด้านเทคโนโลยีเครือข่าย การดำเนินงาน และความยั่งยืน นอกจากนี้ รางวัลนี้ยังมอบร่วมให้แก่ AMD ด้วย เพื่อเป็นการยกย่องผลงานที่บริษัทได้มีส่วนร่วมในโครงการ MeeC

ข้อมูลสำหรับบรรณาธิการ:

Core ที่ประหยัดพลังงานที่สุด: การนำเสนอในงาน Mobile World Congress
https://www.youtube.com/watch?v=Mw2g-CSSAtI

เกี่ยวกับ MeeC (Most Energy Efficient Core)
MeeC เป็นโครงการนวัตกรรมของ Deutsche Telekom ที่มุ่งพลิกโฉมประสิทธิภาพของ 5G Core ผ่านระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ ผลงานสำคัญที่ผ่านมาได้แก่:

  • ประหยัดพลังงานได้สูงสุดถึง 65% เมื่อเทียบกับการดำเนินงานในสภาวะปกติ
  • การคาดการณ์ปริมาณการรับส่งข้อมูลด้วย AI และการปรับขนาดระบบแบบเรียลไทม์
  • การรวมเวิร์กโหลดแบบไดนามิกทั่วทั้งฟังก์ชันคลาวด์เนทีฟ
  • ระบบอัตโนมัติแบบไร้การสัมผัส ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง
  • พิสูจน์แล้วด้วยการใช้งานจริงบนเครือข่ายผลิตระดับ Tier‑1

เกี่ยวกับ Mavenir
Mavenir ช่วยสร้างเครือข่ายอัจฉริยะ อัตโนมัติ และตั้งโปรแกรมได้เกิดขึ้นได้จริง ผ่านการพัฒนาโซลูชันซอฟต์แวร์ที่เน้นโทรคมนาคมเป็นหลัก ทำงานบนคลาวด์ และออกแบบโดยใช้ AI สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ความเชี่ยวชาญเชิงลึกของบริษัทในด้านโทรคมนาคมได้รับการพิสูจน์ผ่านการปรับใช้กับผู้ให้บริการกว่า 300 รายทั่วโลกในกว่า 120 ประเทศ ซึ่งรวมกันให้บริการสมาชิกมากกว่า 50% ของโลก Mavenir ผสานประสบการณ์เชิงลึกด้านโทรคมนาคมเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์และไอที ตลอดจนทักษะด้านวิทยาการข้อมูลที่จำเป็นต่อการแก้ไขความท้าทายที่แท้จริงของลูกค้า โซลูชันซอฟต์แวร์ที่คุณภาพเป็นที่ประจักษ์แล้วของบริษัทนี้ ได้รับการออกแบบให้ทำงานด้วย AI ตั้งแต่ต้น โดยคำนึงถึงอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI และผลักดันการวิวัฒนาการของผู้ให้บริการสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาไปที่ www.mavenir.com

ข้อมูลติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Mavenir:

Emmanuela Spiteri
[email protected]

ดูรูปภาพประกอบประกาศนี้ได้ที่ https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/c7cc50fe-62ad-4a40-b285-74324d5d708e

GlobeNewswire Distribution ID 9753619

Mavenir คว้ารางวัล Deutsche Telekom’s Partner of the Year Award สาขา Best Network Innovation

โครงการ MeeC ได้รับการยกย่องว่าประหยัดพลังงานได้มากถึง 65% ในเครือข่ายหลัก 5G ของ Deutsche Telekom

บอนน์ ประเทศเยอรมนี, June 27, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Mavenir บริษัทซอฟต์แวร์ผู้สร้างเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ออกแบบโดยมี AI เป็นแกนหลัก ประกาศในวันนี้ว่าได้รับรางวัล Deutsche Telekom Partner of the Year ในสาขา Best Network Innovation รางวัลนี้มอบโดยผู้บริหารระดับสูงของ Deutsche Telekom ในงาน Telekom Campus Fair 2026

รางวัลนี้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของ Mavenir ในโครงการริเริ่ม Most Energy Efficient Core (MeeC) ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับเรือธงกับ Deutsche Telekom ที่พัฒนาบน Horizontal TelCo Cloud ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมคลาวด์ของบริษัทที่เป็นต้นแบบให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม MeeC ได้กำหนดนิยามใหม่ให้กับประสิทธิภาพพลังงานของเครือข่าย 5G Core โดยลดการใช้พลังงานได้สูงสุดถึง 65% ในช่วงเวลาที่มีปริมาณการใช้งานต่ำ ขณะเดียวกันยังคงรักษาประสิทธิภาพและคุณภาพบริการไว้ได้โดยไม่ลดหย่อน

MeeC ซึ่งเปิดตัวในปี 2025 ใช้การวิเคราะห์ปริมาณการรับส่งข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขั้นสูงและการเพิ่มประสิทธิภาพภาระงานเชิงคาดการณ์ เพื่อระบุและขจัดความสิ้นเปลืองพลังงานในฟังก์ชัน 5G Core โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายหรือคุณภาพการบริการ โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญในเชิงพาณิชย์ในสภาพแวดล้อมเครือข่ายการใช้งานจริง

Pardeep Kohli ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mavenir กล่าวว่า “การได้รับรางวัล Deutsche Telekom’s Partner Award ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับทีมงาน Mavenir ทั้งหมด MeeC แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อสถาปัตยกรรมคลาวด์เนทีฟ ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI และความร่วมมือที่แท้จริงมาผสานรวมกัน เครือข่ายที่ยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายในอนาคต แต่เป็นความจริงในการปฏิบัติงาน และเราภูมิใจที่ได้ช่วยให้ Deutsche Telekom พิสูจน์สิ่งนี้ในระดับขนาดใหญ่

รางวัล Telekom Partner Awards เป็นการยกย่องผลงานอันโดดเด่นของพันธมิตรของ Deutsche Telekom ในด้านเทคโนโลยีเครือข่าย การดำเนินงาน และความยั่งยืน นอกจากนี้ รางวัลนี้ยังมอบร่วมให้แก่ AMD ด้วย เพื่อเป็นการยกย่องผลงานที่บริษัทได้มีส่วนร่วมในโครงการ MeeC

ข้อมูลสำหรับบรรณาธิการ:

Core ที่ประหยัดพลังงานที่สุด: การนำเสนอในงาน Mobile World Congress
https://www.youtube.com/watch?v=Mw2g-CSSAtI

เกี่ยวกับ MeeC (Most Energy Efficient Core)
MeeC เป็นโครงการนวัตกรรมของ Deutsche Telekom ที่มุ่งพลิกโฉมประสิทธิภาพของ 5G Core ผ่านระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ ผลงานสำคัญที่ผ่านมาได้แก่:

  • ประหยัดพลังงานได้สูงสุดถึง 65% เมื่อเทียบกับการดำเนินงานในสภาวะปกติ
  • การคาดการณ์ปริมาณการรับส่งข้อมูลด้วย AI และการปรับขนาดระบบแบบเรียลไทม์
  • การรวมเวิร์กโหลดแบบไดนามิกทั่วทั้งฟังก์ชันคลาวด์เนทีฟ
  • ระบบอัตโนมัติแบบไร้การสัมผัส ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง
  • พิสูจน์แล้วด้วยการใช้งานจริงบนเครือข่ายผลิตระดับ Tier‑1

เกี่ยวกับ Mavenir
Mavenir ช่วยสร้างเครือข่ายอัจฉริยะ อัตโนมัติ และตั้งโปรแกรมได้เกิดขึ้นได้จริง ผ่านการพัฒนาโซลูชันซอฟต์แวร์ที่เน้นโทรคมนาคมเป็นหลัก ทำงานบนคลาวด์ และออกแบบโดยใช้ AI สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ความเชี่ยวชาญเชิงลึกของบริษัทในด้านโทรคมนาคมได้รับการพิสูจน์ผ่านการปรับใช้กับผู้ให้บริการกว่า 300 รายทั่วโลกในกว่า 120 ประเทศ ซึ่งรวมกันให้บริการสมาชิกมากกว่า 50% ของโลก Mavenir ผสานประสบการณ์เชิงลึกด้านโทรคมนาคมเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์และไอที ตลอดจนทักษะด้านวิทยาการข้อมูลที่จำเป็นต่อการแก้ไขความท้าทายที่แท้จริงของลูกค้า โซลูชันซอฟต์แวร์ที่คุณภาพเป็นที่ประจักษ์แล้วของบริษัทนี้ ได้รับการออกแบบให้ทำงานด้วย AI ตั้งแต่ต้น โดยคำนึงถึงอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI และผลักดันการวิวัฒนาการของผู้ให้บริการสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาไปที่ www.mavenir.com

ข้อมูลติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Mavenir:

Emmanuela Spiteri
[email protected]

ดูรูปภาพประกอบประกาศนี้ได้ที่ https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/c7cc50fe-62ad-4a40-b285-74324d5d708e

GlobeNewswire Distribution ID 9753619