CGS เลื่อนตำแหน่ง John Samuel เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเพื่อยกระดับการบริการลูกค้าและขับเคลื่อนความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน

นิวยอร์ก, Nov. 25, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — Computer Generated Solutions, Inc. (CGS) ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ การเรียนรู้ขององค์กร ประสบการณ์ลูกค้า และบริการเอาต์ซอร์สกระบวนการทางธุรกิจระดับโลกได้ประกาศในวันนี้ว่า John Samuel ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ CGS ในการสร้างความเป็นเลิศในการปฏิบัติงานภายในบริษัท และในการให้บริการแก่ลูกค้าระดับแนวหน้า ลูกค้าไว้วางใจให้ CGS ออกแบบ เพิ่มประสิทธิภาพ และนำฟังก์ชันหลักของธุรกิจไปใช้ เช่น การเรียนรู้และการพัฒนา การจัดการห่วงโซ่อุปทาน และการบริการลูกค้า ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเอาชนะคู่แข่งและมุ่งเน้นไปที่ความสามารถหลักของตนเองได้มากขึ้น

“การแต่งตั้ง John เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ 41 ปีของ CGS” Phil Friedman ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CGS กล่าว “CGS ก่อตั้งขึ้นในฐานะบริษัทเทคโนโลยี และนวัตกรรมถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของเราตลอดในหลายปีที่ผ่านมา ลูกค้าของเราไว้วางใจให้เราจัดหาเทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการที่เหมาะสมเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของตน John มีฐานรากที่มั่นคงในทั้งสามเวกเตอร์และเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบในการนำธุรกิจของเราไปสู่จุดสูงสุด ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษกับวิสัยทัศน์ของ John ในการบูรณาการ AI เข้ากับผลิตภัณฑ์ บริการ และการดำเนินงานของเรา”

ตั้งแต่ Samuel เข้าร่วม CGS ในปี 2016 เขาได้ทำหน้าที่ในบทบาทผู้นำเชิงกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย โดยล่าสุดดำรงตำแหน่งรองประธานบริหาร ซึ่งเขาเป็นผู้นำในการริเริ่มการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของบริษัท นอกจากนี้ เขาจะดูแลการดำเนินงานในระดับโลกในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการด้วย เขาจะเน้นที่การขับเคลื่อนผลิตภาพ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อปรับปรุงบริการลูกค้าของ CGS ให้ดียิ่งขึ้น CGS วางแผนที่จะขยายฐานการดำเนินงานทั่วโลกและนำโซลูชัน AI ที่เป็นนวัตกรรมมาใช้เพื่อปรับปรุงเวิร์กโฟลว์และกระบวนการตัดสินใจต่าง ๆ โดยจะอยู่ภายใต้การนำของ John ความก้าวหน้าเหล่านี้จะส่งผลให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและมีผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด จึงช่วยให้ CGS สามารถตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

“ในขณะที่ CGS ยังคงเติบโตและขยับขยายองค์กรไปในระดับโลก ผมหวังว่าจะได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Phil Friedman ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเรา อีกทั้งจะได้ทำงานร่วมกับทีมงานผู้บริหารระดับสูงที่ยอดเยี่ยมของเรา เพื่อดำเนินการตามวิสัยทัศน์ของเราในการขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรม ยกระดับความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน และมอบคุณค่าที่มากขึ้นให้แก่ลูกค้าและพันธมิตรของเรา” Samuel กล่าว “บทใหม่ในการดำเนินงานนี้ถือเป็นโอกาสอันน่าทึ่งในการจัดสรรทรัพยากรและบุคลากรของเราให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญในการดำเนินธุรกิจเชิงกลยุทธ์ของเรามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยขยายขอบเขตของผลิตภาพและประสิทธิภาพในทุกพื้นที่ของธุรกิจ ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีส่วนช่วยในการกำหนดอนาคตของ CGS!”

เกี่ยวกับ CGS
เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่ CGS ช่วยให้บริษัทระดับโลก บริษัทระดับภูมิภาค และหน่วยงานของรัฐสามารถขับเคลื่อนประสิทธิภาพที่ก้าวล้ำผ่านแอปพลิเคชันทางธุรกิจ การเรียนรู้ขององค์กร และบริการการเอาต์ซอร์ส CGS มุ่งเน้นอย่างเต็มที่ในการสร้างโซลูชันที่ครอบคลุมซึ่งตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนและหลากหลายมิติของลูกค้า อีกทั้งสนับสนุนกิจกรรมทางธุรกิจที่เป็นพื้นฐานที่สุดของลูกค้า CGS มีสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์กซิตี้ และมีสำนักงานตั้งอยู่ทั่วอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.cgsinc.com และติดตามเราได้บน LinkedIn

ข้อมูลติดต่อด้านสื่อ
Alan Marcus
[email protected]

สามารถดูรูปภาพประกอบประกาศนี้ได้ที่ https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/a39794c0-0478-4d87-8ded-2ed3a2cc96be

GlobeNewswire Distribution ID 9289541

BASF Environmental Catalyst and Metal Solutions คว้ารางวัล Edison Patent ประจำปี 2024

อิเซลิน รัฐนิวเจอร์ซีย์, Nov. 23, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — เมื่อเร็ว ๆ นี้ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก BASF Environmental Catalyst and Metal Solutions (ECMS) และ Heesung Catalysts Corporation (HCC) ได้รับรางวัล Edison Patent ประจำปี 2024 จากสภาการวิจัยและพัฒนาแห่งรัฐนิวเจอร์ซีย์ เนื่องจากมีเทคโนโลยี Three-Way Conversion Nitrogen Oxide (NOx) Trap ที่เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับการควบคุมการปล่อย NOx โดยตัดการจ่ายน้ำมันในรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เทคโนโลยีนี้บำบัด NOx ได้ดีภายใต้สภาพการทำงานของเครื่องยนต์สมัยใหม่ และช่วยให้ปล่อยไอเสียจากท่อไอเสียน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเร่งปฏิกิริยาสามทางแบบเดิม

ทีมงานประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์จาก ECMS ได้แก่ Xiaolai Zheng และ Pat Burk (เกษียณแล้ว) พร้อมด้วยนักวิทยาศาสตร์จาก HCC ได้แก่ Jinwoo Song และ Jun Lee

“การผสานรวมฟังก์ชันดักจับ NOx เข้ากับตัวเร่งปฏิกิริยาของ TWC ซึ่งเป็นเทคโนโลยี TWC-NT ใหม่ จะช่วยลดการปล่อย NOx และสารพิษชนิดอื่น ๆ จากท่อไอเสียได้อย่างมาก” Xiaolai Zheng หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้านเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยายานยนต์แบบใหม่ของ ECMS กล่าว

“ประโยชน์ที่ได้ก็คือ ผู้ผลิตรถยนต์สามารถปรับเทียบรถยนต์โดยสารแบบขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเบนซินที่ตัดการจ่ายน้ำมันบ่อยขึ้นเพื่อประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงการปล่อย CO2 น้อยลงในระหว่างการทำงานของรถด้วย” Jinwoo Song รองประธานและหัวหน้าฝ่าย RD&A ของ HCC กล่าว

“เทคโนโลยีนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าของเรา เนื่องจากได้เติมเต็มความต้องการที่สำคัญในตลาด” Saeed Alerasool รองประธานอาวุโสฝ่ายการวิจัย การพัฒนา และการประยุกต์ใช้ของ ECMS กล่าว “เราโชคดีที่มีแนวความคิดด้านเทคนิคที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งทำงานเพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นในด้านการปล่อยมลพิษ และทำให้มีประสิทธิภาพสูงในการใช้เชื้อเพลิงได้สำเร็จ รางวัลนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการทำงานหนักและความทุ่มเทที่มีต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในทุก ๆ วัน และเราไม่อาจภูมิใจกับทีมมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว”

สภาการวิจัยและพัฒนาแห่งรัฐนิวเจอร์ซีย์ได้จัดให้มีการมอบรางวัล Edison Patent เพื่อเป็นเกียรติกับสิ่งล้ำค่าที่ตกทอดมาจาก Thomas Edison และใช้ชื่อของเขาเพื่อเป็นเกียรติแก่นักประดิษฐ์คิดค้นในรัฐนิวเจอร์ซีย์และองค์กรการวิจัยที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและทำให้รัฐนิวเจอร์ซีย์เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลกต่อไป โครงการยกย่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในภารกิจของสภาดังกล่าวในการร่วมมือกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และรัฐบาล เพื่อสร้างการเติบโตและส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับ STEM ในด้านการศึกษา นวัตกรรม และเศรษฐกิจ

เกี่ยวกับ BASF Environmental Catalyst and Metal Solutions

BASF Environmental Catalyst and Metal Solutions (ECMS) ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญเชิงลึกในฐานะผู้นำระดับโลกด้านตัวเร่งปฏิกิริยาและโลหะมีค่า เพื่อให้บริการลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงยานยนต์ การบินและอวกาศ คุณภาพอากาศภายในอาคาร สารกึ่งตัวนำ และเศรษฐกิจไฮโดรเจน อีกทั้งยังให้บริการครบวงจรด้วยข้อเสนอทางการค้าและการรีไซเคิลโลหะมีค่า ด้วยการมุ่งเน้นที่โซลูชันการแก้ไขปัญหาแบบหมุนเวียนและความยั่งยืน ECMS มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือลูกค้าของเราในการสร้างโลกที่สะอาดและยั่งยืนมากขึ้น การปกป้ององค์ประกอบของชีวิตคือจุดประสงค์ของเรา และสิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เราในการค้นคว้าโซลูชันใหม่ ๆ ECMS ดำเนินงานทั่วโลกใน 16 ประเทศ โดยมีพนักงานมากกว่า 4,500 คน และมีโรงงานผลิต 21 แห่ง

เกี่ยวกับ BASF 

พวกเราที่ BASF สร้างสรรค์เคมีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน โดยผสมผสานความสำเร็จทางเศรษฐกิจเข้ากับการปกป้องสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม พนักงานประมาณ 112,000 คนใน BASF Group มีส่วนร่วมกับความสำเร็จของลูกค้าในเกือบทุกภาคส่วนและเกือบทุกประเทศในโลก กลุ่มผลิตภัณฑ์ของเราประกอบด้วยหกส่วน ได้แก่ เคมีภัณฑ์ วัสดุ โซลูชันทางอุตสาหกรรม เทคโนโลยีพื้นผิว โภชนาการและการดูแล และโซลูชันทางการเกษตร BASF สร้างยอดขาย 68,900 ล้านยูโรในปี 2023 และมีการซิ้อขายหุ้นของ BASF ในตลาดหลักทรัพย์ในแฟรงก์เฟิร์ต (BAS) และ American Depositary Receipts (BASFY) ในสหรัฐอเมริกา ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.basf.com

เกี่ยวกับ Heesung Catalysts Corporation

Heesung Catalysts Corporation (HCC) ผู้นำที่โดดเด่นในด้านเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาและวัสดุ กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยโซลูชันขั้นสูงที่ปรับปรุงคุณภาพอากาศและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก HCC พร้อมด้วยความมุ่งมั่นซึ่งเน้นไปที่การสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทั่วโลกไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นกลางทางคาร์บอน กำลังสร้างบทบาทของตนในการส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม HCC ใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่ครอบคลุม พร้อมนำเสนอโซลูชันที่ปรับให้เหมาะกับอุตสาหกรรมหลักต่าง ๆ รวมถึงยานยนต์ การเดินเรือ สารกึ่งตัวนำ ปิโตรเคมี และห่วงโซ่คุณค่าไฮโดรเจน สำนักงานใหญ่ของบริษัทในสาธารณรัฐเกาหลีเป็นแหล่งที่ตั้งของผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 550 รายที่ทุ่มเทเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดในการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมการผลิต HCC ก้าวเดินโดยมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการเป็นผู้นำที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงและยั่งยืน ซึ่งตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมต่าง ๆ พร้อมตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำในภาคส่วนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลติดต่อฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์
Joy Zhang
หมายเลขโทรศัพท์: +86 19121028317
อีเมล: [email protected]
ข้อมูลติดต่อเพิ่มเติม
Joe Plahutnik
หมายเลขโทรศัพท์: +1 7324289602
อีเมล: [email protected]

ดูวิดีโอประกอบข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่ลิงก์ต่อไปนี้:
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/4ee2f02e-4195-4300-8d48-1ba42091ac45

GlobeNewswire Distribution ID 9289085

CGTN: “Golden partners”: จีนและบราซิลแสวงหาโลกที่ยุติธรรมมากขึ้น โลกที่ยั่งยืน

ปักกิ่ง, Nov. 23, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — CGTN เผยแพร่บทความเกี่ยวกับแผนการของจีนและบราซิลเพื่อแสวงหาโลกที่ยุติธรรมมากขึ้น โลกที่ยั่งยืน

ในปี 2014 จีนและบราซิลได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกันในโครงการระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงพิเศษจาก Belo Monte โครงการที่ยิ่งใหญ่นี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ทอดยาวกว่า 2,000 กิโลเมตรผ่านป่าฝนเขตร้อนและแม่น้ำ

โครงการนี้สร้าง “ทางด่วนพลังงานไฟฟ้า” เชื่อมระหว่างตอนเหนือและตอนใต้ของบราซิล ซึ่งไม่เพียงจัดหาพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอให้กับศูนย์รวมอุตสาหกรรม แต่ยังแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานให้ชาวบราซิลกว่า 22 ล้านคน หรือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ

จนถึงขณะนี้โครงการดังกล่าวได้ส่งพลังงานน้ำไปแล้วถึง 180 เทราวัตต์ชั่วโมง ซึ่งประหยัดถ่านหินมาตรฐานได้ 64 ล้านตัน หรือลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 170 ล้านตัน โครงการนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของความร่วมมือระหว่างจีนและบราซิลในด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่

“จีนมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ต่อเนื่องของบราซิล” นาย Luiz Inácio Lula da Silva ประธานาธิบดีบราซิลกล่าวกับ China Media Group

ในการพูดคุยกับนาย Lula เมื่อวันพุธที่กรุงบราซิเลีย นาย Xi Jinping กล่าวว่า จีนพร้อมร่วมมือกับบราซิลในฐานะ “Golden partners” ที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ประสบความสำเร็จ และทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างชุมชนที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมนุษยชาติ

ทั้งสองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์สู่ชุมชนจีน-บราซิลที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อโลกที่ยุติธรรมมากขึ้นและโลกที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น รวมทั้งตกลงที่จะประสานโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาของบราซิล

“Golden partners”
ปีนี้ครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและบราซิล ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้บรรลุความสำเร็จที่สำคัญด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ

จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของบราซิลติดต่อกันมานาน 15 ปี และเป็นแหล่งลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญ ขณะที่บราซิลก็เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนในภูมิภาคลาตินอเมริกา ตามสถิติ การนำเข้าของจีนจากบราซิลในแต่ละปีของช่วงสามปีที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกเหนือจากการผลิตแบบดั้งเดิมและการซื้อขายสินค้าแล้ว บริษัทจีนยังมีบทบาทอย่างแข็งขันในโครงการพลังงานหมุนเวียนในบราซิล รวมถึงโครงการพลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม การมีส่วนร่วมในพัฒนาการทางเศรษฐกิจสีเขียวนี้ช่วยเสริมสร้างและพัฒนาความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างจีนและบราซิลให้หลากหลายยิ่งขึ้น

การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนและบราซิลก็งอกงามขึ้น โดยเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูต เมืองเรซิเฟของประเทศบราซิลกำหนดให้ปี 2024 เป็น “Year of China” เพื่อส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม

นาย Xi เรียกร้องให้สองประเทศสานต่อการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ลึกยิ่งขึ้น และเสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมถึงอวกาศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร และพลังงานสะอาด พร้อมเสริมว่าจีนพร้อมที่จะเพิ่มความร่วมมือด้านการลดความยากจนกับบราซิลต่อไป

นาย Lula กล่าวว่า การเสริมสร้างการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาระหว่างบราซิลและจีนจะมีส่วนช่วยอย่างมากต่อการฟื้นฟูอุตสาหกรรมของบราซิล และสร้างตัวอย่างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความร่วมมือ และผลประโยชน์ร่วมกันในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา

โลกที่ยุติธรรมมากขึ้น โลกที่ยั่งยืน
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จีนและบราซิลได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอโดยอยู่ในกรอบการทำงานแบบพหุภาคี เช่น สหประชาชาติ, G20 และ BRICS เกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่าง ๆ รวมถึงการบริหารจัดการระดับโลกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยขยายเสียงของประเทศกำลังพัฒนาและปกป้องผลประโยชน์ของตลาดเกิดใหม่

ในเดือนพฤษภาคม จีนและบราซิลได้ออกแถลงการณ์ความเข้าใจร่วมกัน 6 ประการเกี่ยวกับการแก้ไขวิกฤตยูเครนทางการเมือง ซึ่งได้รับการตอบรับดีจากประชาคมระหว่างประเทศ

ในขณะเดียวกันทั้งสองประเทศร่วมกันกับบางประเทศในกลุ่มโลกใต้ เปิดตัวกลุ่ม “Friends for Peace” สำหรับวิกฤตดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมเสียงที่สนับสนุนสันติภาพให้มากขึ้น

ในแง่ของการลดความยากจน ทั้งสองประเทศมุ่งมั่นที่จะรับมือกับความท้าทายและยินดีที่จะแบ่งปันแนวทางแก้ไขของตนกับประเทศอื่น ๆ

นาย Xi กล่าวยกย่องทั้งสองประเทศว่าเป็นกำลังสำคัญที่มีบทบาทเชิงบวกมากขึ้นต่อสันติภาพ พร้อมเรียกร้องให้จีนและบราซิลแสดงพลังของตนในการปกป้องสันติภาพและความยุติธรรมของโลก และทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับอนาคตและชะตากรรมของมนุษยชาติ

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้เสริมสร้างความร่วมมือในหลายด้าน เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาที่ยั่งยืน การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการกำกับดูแลด้านปัญญาประดิษฐ์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและเนื้อหาบทความฉบับเต็ม กรุณาคลิก https://news.cgtn.com/news/2024-11-21/China-Brazil-seek-more-just-world-sustainable-planet-1yH6lDmBgPe/p.html

ข้อมูลการติดต่อ: [email protected]


GlobeNewswire Distribution ID 9278992

Asahi Group เปิดตัวโครงการริเริ่ม Global Sustainability Initiative: The Challenge เรียกร้องให้บริษัทสตาร์ตอัปและบริษัทที่ปรับขยายขนาดธุรกิจขับเคลื่อนการสร้างนวัตกรรมการปลดปล่อยมลภาวะเป็นศูนย์

โตเกียว, Nov. 21, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — Asahi Group Holdings, Ltd. ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มการเติบโตที่มีความยั่งยืน โดยเริ่มต้นด้วย The Challenge (Environment) ซึ่งเป็นการเรียกร้องระดับโลกให้บริษัทสตาร์ตอัปและบริษัทที่ปรับขยายขนาดธุรกิจพัฒนาโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมที่ล้ำสมัย โครงการริเริ่มนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของ Asahi ในการบรรลุเป้าหมายการปลดปล่อยมลภาวะเป็นศูนย์ทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าภายในปี 2040

Drahomira Mandikova ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืนของ Asahi Group Holdings กล่าวว่า “Asahi มีความมุ่งมั่นในด้านความยั่งยืน และ The Challenge ได้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของเราในการสร้างความร่วมมือที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบ” “เราตั้งเป้าที่จะเร่งความก้าวหน้าไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นด้วยการทำงานร่วมกับบริษัทสตาร์ตอัปที่มีนวัตกรรม”

Asahi จะร่วมมือกับ Antler Ibex ซึ่งเป็นภาคส่วนด้านนวัตกรรมองค์กรของบริษัท Antler ซึ่งเป็นบริษัทเงินร่วมลงทุนที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดย Asahi จะใช้ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและเครือข่ายอันกว้างขวางของ Antler เพื่อพัฒนาโซลูชันความยั่งยืนที่เป็นนวัตกรรม Mandikova กล่าวเสริมว่า “เราพร้อมที่จะสนับสนุนแนวคิดที่กล้าหาญร่วมกับ Antler Ibex เพื่อช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายการปลดปล่อยมลภาวะเป็นศูนย์มากขึ้น”

The Challenge (Environment) เชิญชวนบริษัทสตาร์ตอัปและบริษัทที่ปรับขยายขนาดธุรกิจทั่วโลกมาร่วมกันจัดการกับประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญ ซึ่งได้แก่:

  • เกษตรกรรมและวัตถุดิบที่ยั่งยืน
  • พลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
  • บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • การอนุรักษ์น้ำและประสิทธิภาพการใช้น้ำ
  • การขนส่งที่ยั่งยืน
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและโมเดลการตลาด
  • โมเดลธุรกิจที่ส่งผลกระทบใหม่

Nathan Jackson จาก Circular Ventures ที่ Asahi Beverages เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ: “ผมได้รับแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่องจากระดับของนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากบริษัทสตาร์ตอัปและบริษัทเงินร่วมลงทุนในพื้นที่แห่งความยั่งยืน The Challenge ช่วยให้เราสามารถนำแนวคิดที่ดีที่สุดมาสู่ Asahi เพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนาสู่ความยั่งยืนของเรา และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้บริษัทสตาร์ทอัปขยายขนาดโซลูชันของตนได้ เราสามารถสร้างผลกระทบที่มีความหมายร่วมกันได้”

ผู้เข้าร่วมที่ได้รับคัดเลือกจะมีโอกาสในการ:

  • สร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับ Asahi และเครือข่ายบริษัทเงินร่วมลงทุนและผู้นำในอุตสาหกรรม
  • เข้าถึงระบบนิเวศเฉพาะของ Asahi ที่ประกอบด้วยความเชี่ยวชาญ ข้อมูล และเครื่องมือเฉพาะทาง
  • พัฒนาความร่วมมือเชิงพาณิชย์ที่มีศักยภาพเพื่อขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ยั่งยืน

Baz Saidieh หุ้นส่วนระดับโลกที่ Antler ได้แสดงความคิดที่สอดคล้องกับจิตวิญญาณของโครงการริเริ่มนี้ โดยกล่าวว่า: “การแก้ไขปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกต้องอาศัยความร่วมมือและการคิดที่กล้าหาญ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สนับสนุน Asahi ในกระบวนการพัฒนาสู่เป้าหมายการปลดปล่อยมลภาวะเป็นศูนย์ผ่าน Ibex ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มนวัตกรรมของเรา ระบบนิเวศของสตาร์ตอัปและบริษัทที่ปรับขยายขนาดธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงแค่โอกาสเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับความสำเร็จอีกด้วย สิ่งดี ๆ ไม่เคยสร้างขึ้นโดยบุคคลเพียงคนเดียว แต่สร้างขึ้นโดยทีมงานที่พยายามผลักดันการก้าวข้ามขอบเขตร่วมกัน”

สมัครเข้าร่วม The Challenge (Environment) ได้ที่นี่: https://bit.ly/AGH-The-Challenge-Application

กำหนดเวลาการสมัคร: ภายในวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2024 เวลา 00:01 GMT

เกี่ยวกับ Asahi Group Holdings

Asahi Group Holdings, Ltd. เป็นผู้นำระดับโลกที่นำเสนอชุดแบรนด์ที่หลากหลาย โดยเน้นที่เบียร์ แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหาร พันธกิจของเราคือการส่งมอบคำมั่นสัญญาเรื่องรสชาติที่ยอดเยี่ยมและนำความสนุกสนานมาสู่ชีวิตมากขึ้น กลุ่มบริษัทก่อตั้งขึ้นในญี่ปุ่นในปี 1889 และได้มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเน้นในด้านคุณภาพมาโดยตลอด ความทุ่มเทนี้ได้นำแบรนด์ดังและทักษะความเชี่ยวชาญของโรงเบียร์ชื่อดังจากทั่วโลกมารวมตัวกัน ซึ่งรวมถึงแบรนด์ที่มีประวัติยาวนานหลายศตวรรษ แนวทางของเราได้ก่อให้เกิดผลสำเร็จในกลุ่มสินค้าของแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ซึ่งรวมถึงเบียร์ระดับพรีเมียม เช่น Asahi Super Dry, Peroni Nastro Azzurro, Kozel, Pilsner Urquell และ Grolsch “ทำให้โลกสดใส (Make the world shine)” เป็นคำกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Asahi Group ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เพื่อปูทางไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน เราสามารถมีส่วนสนับสนุนให้โลกสดใสขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ผ่านความสัมพันธ์เหล่านี้ เราจัดหาเครื่องดื่มมากกว่า 10,000 ล้านลิตรให้กับผู้บริโภคทั่วโลก และสร้างรายได้มากกว่า 2.7 ล้านล้านเยนต่อปี โดยมีการดำเนินงานทั่วโลกในญี่ปุ่น ยุโรป โอเชียเนีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก Asahi Group Holdings ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (Prime Market: 2502T)

ติดต่อ

Nathan Jackson, Circular Ventures, Asahi Beverages Pty. Ltd.
[email protected]

เกี่ยวกับ Antler Ibex
Ibex ซึ่งเป็นภาคส่วนด้านนวัตกรรมองค์กรของบริษัท Antler ได้รับการออกแบบมาให้เป็นแพลตฟอร์มนวัตกรรมและการลงทุนเฉพาะภาคส่วน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือบริษัทต่าง ๆ ในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีของตนโดยส่งเสริมความร่วมมือกับบริษัทสตาร์ตอัป Ibex ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถรับมือกับความซับซ้อนของการเติบโตได้ดีขึ้น และมั่นใจได้ว่าความร่วมมือกับบริษัทสตาร์ตอัปจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้และมีผลกระทบสูง

Antler เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่มีการดำเนินการลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในระยะเริ่มต้นมากที่สุดในระดับโลก บริษัทเป็นผู้นำในการลงทุนในด้าน ‘การปลดปล่อยมลภาวะเป็นศูนย์’ ซึ่งเป็นแนวทางการลงทุนแบบร่วมทุนที่เน้นการร่วมมือกับผู้ก่อตั้งก่อนเปิดตัว Antler ขจัดข้อจำกัดด้านเงินทุนและเครือข่ายสำหรับผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีที่ดำเนินธุรกิจในระยะเริ่มต้นอย่างเป็นระบบด้วยการมอบการจับคู่ผู้ก่อตั้งร่วม การตรวจสอบความถูกต้องของโมเดลธุรกิจอย่างลึกซึ้ง เงินทุนเริ่มต้น การสนับสนุนการขยายตัว และเงินทุนแบบสืบเนื่องต่อจากเงินทุนเดิม Antler มีสำนักงานอยู่ใน 27 เมืองทั่วระบบนิเวศน์เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก และได้ลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัปที่อยู่ในระยะเริ่มต้นไปแล้วมากกว่า 1,300 แห่ง โดยมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนบริษัทสตาร์ตอัปมากกว่า 6,000 แห่งภายในปี 2030 สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Ibex ได้ที่นี่

ติดต่อ
Rike Döpp Bergérus รองประธานฝ่ายการสื่อสารระดับโลก
[email protected]

ดูรูปภาพประกอบประกาศนี้ได้ที่:
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/ecc68a3f-7935-4e4a-938d-24bf3bc3d2e6
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/c59cfa32-2cbf-440f-804b-de2ff98a9329

GlobeNewswire Distribution ID 1001014537

การสำรวจน้ำมันและก๊าซที่มีความเสี่ยงสูงและมีผลตอบแทนสูงอาจช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 1 และ 2 ทั่วโลกลงได้ 6% ในปี 2030

การค้นพบใหม่ ๆ ช่วยจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมได้โดยไม่เป็นการสร้างอุปสงค์ใหม่

ลอนดอน ฮุสตัน และสิงคโปร์, Nov. 21, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — การลงทุนในการสำรวจน้ำมันและก๊าซลดลงสองในสามในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่ภาคอุตสาหกรรมยังคงมีบทบาทสำคัญในความพยายามในการลดการปล่อยคาร์บอนและจัดหาน้ำมันที่ผลิตโดยมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าซึ่งได้เปรียบในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยข้อมูลดังกล่าวอิงตามรายงาน Horizons ล่าสุดจาก Wood Mackenzie

ข้อมูลตามรายงาน “ไม่มีประเทศใดที่ใช้แหล่งพลังงานเก่า: เหตุใดการสำรวจน้ำมันและก๊าซที่มีความเสี่ยงสูงและมีผลตอบแทนสูงจึงยังคงจำเป็น” ระบุว่า โลกมีทรัพยากรมากมายในปัจจุบันเพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ โดยมีปริมาณน้ำมันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (boe) อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านล้านบาร์เรล ซึ่งแปลว่าทรัพยากรมีอายุใช้งานมากกว่า 45 ปีสำหรับน้ำมัน และมากกว่า 60 ปีสำหรับก๊าซ

“ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่มากมายขนาดนี้ จึงเกิดคำถามว่า ทำไมการสำรวจจึงยังมีความจำเป็นอยู่” Andrew Latham กล่าว “สิ่งสำคัญที่ต้องชี้ให้เห็นก็คือ แหล่งพลังงานที่เพิ่งค้นพบใหม่จะไม่ทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้น เนื่องจากอุปสงค์จะไม่เพิ่มขึ้นเมื่อการสำรวจประสบความสำเร็จ และจะไม่ลดลงเมื่อการสำรวจล้มเหลว สิ่งที่สามารถพูดได้ก็คือ การสำรวจที่ประสบความสำเร็จจะช่วยลดความเข้มข้นของคาร์บอน ลดต้นทุนของน้ำมันและก๊าซสำหรับผู้บริโภค และเพิ่มมูลค่าให้กับทั้งผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรและผู้สำรวจ เนื่องจากอุปสงค์กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุปทานใหม่เพื่อแทนทางเลือกที่สกปรกกว่า”

การลดคาร์บอน

ตามรายงาน การค้นหาแหล่งพลังงานใหม่ช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 1 และ 2 หรือการปล่อยมลพิษที่เกิดขึ้นในกระบวนการสกัดและการกลั่นได้ดีกว่าการทำความสะอาดแหล่งพลังงานเก่า แหล่งพลังงานใหม่มีความสะอาดกว่าด้วยเทคโนโลยีลดคาร์บอนที่ทันสมัยและปริมาณงานของโรงงานที่สูงกว่า

Lens Upstream ของ Wood Mackenzie เปิดเผยว่าแหล่งพลังงานใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นการผลิตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 1 และ 2 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 17 kgCO2e/boe ในช่วงปี 2025-2030 โดยเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับแหล่งพลังงานที่มีอายุมากซึ่งเป็นอุปทานที่มีอยู่แล้ว ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยของแหล่งพลังงานดังกล่าวจะอยู่ที่ 28 kgCO2e/boe

“ผลประโยชน์ที่เป็นไปได้นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย” Latham กล่าว “การสำรวจในทศวรรษปัจจุบันกำลังดำเนินการในการจัดหาอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวน 12% จากอุปทานทั้งหมดทั่วโลก หากเราสมมติว่าแหล่งพลังงานใหม่เหล่านี้เข้ามาแทนที่ทางเลือกอุปทานที่มีอยู่เดิมซึ่งมีความเข้มข้นของการปล่อยมลพิษของแหล่งพลังงานเก่าแบบปกติทั่วไป เช่นนั้นแล้วการปล่อยมลพิษในประเภทที่ 1 และ 2 ทั่วโลกในปี 2030 จะลดลงประมาณ 6% หรือ 100 Mtpa CO2e”

ประสิทธิภาพที่มีมูลค่าสูง

เศรษฐศาสตร์ยังเป็นตัวขับเคลื่อนกิจกรรมด้วย ประสิทธิภาพการสำรวจของอุตสาหกรรมนั้นน่าดึงดูดใจมาตั้งแต่เมื่อตอนที่ต้นทุนต้นน้ำได้รับการปรับใหม่เมื่อทศวรรษที่แล้ว

“การสำรวจเป็นวิธีการที่ประหยัดที่สุดในการฟื้นฟูกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้วยแหล่งพลังงานใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่แสวงหาทรัพยากรที่มีข้อได้เปรียบ หรือบริษัทที่มีคาร์บอนต่ำและมีมูลค่าสูง” Latham กล่าว “สินทรัพย์ที่มีค่าดังกล่าวนั้นยากที่จะซื้อในราคาที่สมเหตุสมผลได้ ดังนั้นการค้นพบสินทรัพย์ดังกล่าวแทนนั้นจึงดีกว่ามาก”

ตามรายงาน ผลตอบแทนตลอดรอบวงจรนั้นอยู่ในระดับสองหลักอย่างสม่ำเสมอทุกปีตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15% การค้นพบแหล่งพลังงานใหม่ ๆ มีมูลค่ามากกว่าต้นทุนในการค้นหามาก โดยมีมูลค่าสุทธิที่สร้างได้มากกว่า 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2015 โดยถือว่าราคาที่อุตสาหกรรมวางแผนไว้คือ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลน้ำมันเบรนท์ในระยะยาว (เกือบสองเท่าของมูลค่าตลาดปัจจุบันของบริษัท BP ขนาดใหญ่)

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา Wood Mackenzie คำนวณราคาจุดคุ้มทุนเฉลี่ยของอุตสาหกรรมสำหรับการสำรวจที่ประมาณ 45 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหน่วยน้ำบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (เบรนท์ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ 10%) เทียบกับ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหน่วยน้ำบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบสำหรับการควบรวมและซื้อกิจการ ช่องว่างสำหรับทรัพยากรที่มีข้อได้เปรียบนั้นกว้างขึ้นเนื่องจากสินทรัพย์ประเภทนี้ขาดแคลนในตลาด

การสำรวจชายแดนและน้ำลึกมีประสิทธิภาพมากที่สุด

แหล่งพลังงานชายแดน ซึ่งหมายถึงแหล่งที่ไม่มีการผลิตจากแหล่งกักเก็บน้ำมันที่คล้ายคลึงกันในแอ่งเดียวกัน จะมีความโดดเด่นด้วยขนาดทรัพยากร ยิ่งไปกว่านั้น การสำรวจน้ำลึกในแอ่งชายแดนนั้นสามารถพบแหล่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดแก่ผู้สำรวจได้ การขุดเจาะที่พื้นที่ชายแดนเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบมากกว่า 80 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อบ่อน้ำมัน ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าเจ็ดเท่าของบ่อน้ำมันซึ่งอยู่ในแหล่งพลังงานที่มีอายุมากแล้ว โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณนอกชายฝั่งที่่อยู่ลึกลงไป โครงการน้ำลึกมีอัตราการฟื้นตัวสูงต่อบ่อน้ำมัน และมีแนวโน้มว่าจะมีความเข้มข้นของการปล่อยมลพิษต่ำกว่า (<15tCO2e/kboe) เมื่อเทียบกับโครงการไหล่ทวีปและบนบก

ตามรายงาน แหล่งน้ำลึกจะเปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการสำรวจ เนื่องจากแอ่งน้ำลึกส่วนใหญ่ของโลกในระดับความลึกตั้งแต่ 400 เมตรไปจนถึงมากกว่า 3,000 เมตรนั้นแทบจะไม่มีการขุดเจาะเลย

ทรัพยากรต่อบ่อน้ำมันที่สำรวจตามความลึกของน้ำ

“บริษัทขนาดใหญ่ได้กระโจนมาเข้าร่วมกระแสการสำรวจน้ำลึกเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ” Latham กล่าว “ปัจจุบัน บริษัทเหล่านี้ถือครองพื้นที่สุทธิเกือบ 70% ในน้ำลึก และทุ่มค่าใช้จ่ายในการสำรวจและประเมินในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันให้กับภาคส่วนนี้”

“บริษัทน้ำมันแห่งชาติจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำตาม เนื่องจากรัฐบาลสั่งให้เพิ่มผลผลิตและรับรองความมั่นคงด้านพลังงานในประเทศ”

ภายในทรัพยากรที่ยังไม่ได้ใช้เหล่านี้ ยังคงมีน้ำมันและก๊าซอีกมากที่รอการค้นพบ แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมจะค้นพบน้ำมันและก๊าซน้อยลงเมื่อเทียบกับหลายทศวรรษก่อน แต่สาเหตุก็มาจากการเจาะบ่อน้ำมันน้อยลง

เส้นโค้งที่แสดงปริมาณสะสมของน้ำมันและก๊าซที่ค้นพบกับจำนวนหลุมสำรวจที่ขุดเจาะทั่วโลกเผยให้เห็นเส้นที่เกือบเป็นเส้นตรง โดยมีความชันคงที่อยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบที่ค้นพบต่อบ่อน้ำมัน ซึ่งรวมถึงหลุมน้ำมันแห้งด้วย ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ไม่เปลี่ยนแปลงในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา และมีบ่อน้ำมันมากกว่า 50,000 บ่อ การลดลงอย่างกะทันหันของแนวโน้มที่เกิดขึ้นมานานนี้ดูเหมือนจะไม่น่าเป็นไปได้

“โอกาสในการสำรวจยังมีอยู่อีกมาก แต่การสำรวจยังคงประสบปัญหาในด้านภาพลักษณ์ที่ร้ายแรง” Latham กล่าว “การรับรู้ที่แพร่หลายว่าการสำรวจส่งผลเสียต่อสภาพอากาศคุกคามทุกในทุก ๆ อย่าง ตั้งแต่การเข้าถึงโอกาสและใบอนุญาตทางสังคมในการดำเนินงานไปจนถึงการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นมากมายในเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ไขได้อย่างง่ายดาย การสำรวจมีบทบาทในการลดคาร์บอนในอุปทานน้ำมันและก๊าซ”

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อทีมประชาสัมพันธ์ของ Wood Mackenzie:

Mark Thomton
+1 630 881 6885
[email protected]

Hla Myat Mon
+65 8533 8860
[email protected]

The Big Partnership (บริษัทตัวแทนการประชาสัมพันธ์ในสหราชอาณาจักร)
[email protected]

คุณได้รับข่าวประชาสัมพันธ์จาก Wood Mackenzie ฉบับนี้ เนื่องจากเรามีข้อมูลของคุณ หากข้อมูลที่เรามีไม่ถูกต้อง คุณสามารถอัปเดตความต้องการของคุณได้โดยการติดต่อทีมประชาสัมพันธ์ของเรา หากคุณไม่ต้องการรับอีเมลประเภทนี้อีกในอนาคต โปรตอบกลับโดยใส่คำว่า ‘unsubscribe’ (ยกเลิกการสมัครสมาชิก) ในช่องหัวข้อ  

เกี่ยวกับ Wood Mackenzie

Wood Mackenzie ดำเนินกิจการข้อมูลเชิงลึกทั่วโลกด้านแหล่งพลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และผลักดันโดยผู้คน ท่ามกลางการปฏิวัติด้านพลังงาน ธุรกิจและภาครัฐจำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงลึกที่น่าเชื่อถือและนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อชักนำการเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราดำเนินการครอบคลุมทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งอย่างไม่มีใครเทียบได้ โดยอาศัยประสบการณ์กว่า 50 ปีในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบัน ทีมของเรามีผู้เชี่ยวชาญกว่า 2,000 คนปฏิบัติงานใน 30 แห่งทั่วโลก เพื่อจุดประกายการตัดสินใจของลูกค้าผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ การให้คำปรึกษา การจัดงานกิจกรรม และการเป็นผู้นำทางความคิด เราร่วมมือกันส่งมอบข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นต่อลูกค้า เพื่อแยกแยะความเสี่ยงออกจากโอกาส และกล้าตัดสินใจเมื่อถึงเวลาสำคัญที่สุด สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ woodmac.com

สามารถดูรูปภาพประกอบการประกาศนี้ได้ที่:

http://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/1d7064c0-062c-45f3-90d0-3ba1d994fa69
http://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/759be251-f538-4398-a340-74dacfdfa04e

GlobeNewswire Distribution ID 1001014397

Quantexa เปิดตัวเวิร์กโหลดที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับ Microsoft Fabric สำหรับพลิกโฉมคุณภาพข้อมูลและการใช้งานทั่วทั้งองค์กร

• Quantexa Unify Workload สำหรับ Microsoft Fabric ช่วยให้ผู้ใช้มีความสามารถระดับผู้นำอุตสาหกรรมในการแก้ไขเอนทิตี เพื่อการจับคู่ข้อมูลที่มีความแม่นยำสูงและการค้นหาความสัมพันธ์ขนาดใหญ่

 • องค์กรต่าง  จะสามารถปรับปรุงคุณภาพข้อมูล กำจัดระบบไซโล ลดต้นทุน และรับมือกับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมข้อมูลสำหรับ AI ได้ ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจดีขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ลอนดอนและชิคาโก, Nov. 20, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — Quantexa ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพหรือ Decision Intelligence (DI) ซึ่งให้บริการแก่ภาครัฐและภาคเอกชน ได้ประกาศเปิดตัว Unify Workload สำหรับ Microsoft Fabric ของ Quantexa แบบใช้งานได้ทันทีแล้ววันนี้ที่งาน Microsoft Ignite Quantexa Unify ซึ่งอยู่ในช่วงการแสดงตัวอย่าง จะมอบการแก้ไขเอนทิตีขั้นสูงที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการจับคู่ข้อมูลให้แก่ Microsoft Fabric ซึ่งจะช่วยให้องค์กรได้ใช้ประโยชน์จากความสามารถที่สำคัญต่อภารกิจจากแพลตฟอร์มตัวช่วยการตัดสินใจอัจฉริยะของ Quantexa ในการสร้างคลังข้อมูลขององค์กร พร้อมมุมมองข้อมูลแบบรวมและเชื่อมโยงกัน บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมและหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 50 แห่งใช้ความสามารถนี้ในการจับคู่ข้อมูลกว่า หมื่นล้านรายการ ด้วยความเร็วอันน่าทึ่งและความแม่นยำถึง 99%

สามารถดูวิดีโอที่ใช้ประกอบการประกาศนี้ได้ที่ https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/d7652daf-4337-4eec-b971-61cf4c867ef4

เวิร์กโหลดที่เป็นนวัตกรรมนี้ช่วยให้วิศวกรข้อมูล นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล นักวิเคราะห์ และผู้ใช้ทางธุรกิจเชื่อมต่อและอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่องจากแหล่งต่าง ๆ ภายใน Microsoft Fabric ทั้งหมดได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆ เมื่อใช้เวิร์กโหลดของ Quantexa Unify องค์กรต่าง ๆ จะสามารถระบุ จับคู่ และรวมบันทึกของหน่วยงานเดียวกัน เช่น บุคคล ธุรกิจ สถานที่ตั้ง และผู้ติดต่อ ได้โดยอัตโนมัติ แม้ว่าบันทึกจะไม่สอดคล้องกันหรือมีข้อผิดพลาดก็ตาม

การสร้างฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับการวิเคราะห์และ AI เพื่อสร้างข้อมูลใหม่
Quantexa Unify จะอ่านข้อมูลโดยตรงจาก OneLake โดยจะทำความสะอาด แยกวิเคราะห์ และปรับมาตรฐานแหล่งข้อมูลโดยอัตโนมัติ จากนั้นจึงจับคู่ข้อมูลที่ซับซ้อนเพื่อสร้างมุมมองข้อมูลแบบเชื่อมต่อใน OneLake Quantexa Unify จะมอบเทมเพลตการจับคู่ที่กำหนดค่าไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถกำหนดระดับคุณภาพการจับคู่ที่ต้องการได้ รายงาน Microsoft Power BI จัดทำขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงเกณฑ์และปัญหาด้านคุณภาพข้อมูล เวิร์กโหลดจะทำงานภายใน Microsoft Fabric โดยตรง และเขียนผลลัพธ์กลับออกไปยัง OneLake เพื่อการใช้งานที่กว้างขึ้น

จึงเกิดผลลัพธ์เป็นข้อมูลระดับองค์กรที่รีเฟรชอย่างต่อเนื่องด้วยข้อมูลที่เชื่อถือได้ ซึ่งจะ:

  • สามารถผสานรวมเข้ากับชุดบริการข้อมูล การวิเคราะห์ และประสิทธิภาพด้านธุรกิจของ Microsoft ได้อย่างราบรื่น
  • เพิ่มขีดความสามารถสูงสุดด้านธุรกิจอัจฉริยะ
  • ให้มุมมองเชิงบริบทที่เชื่อมต่อกันในรูปแบบกราฟความรู้ เพื่อปลดล็อกการวิเคราะห์ขั้นสูงแบบกราฟ
  • สามารถป้อนเข้าสู่โมเดล AI ที่สร้างและฝึกอบรมโดยภาคเอกชนได้
  • สามารถใช้เป็นสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพ ร่วมกับ Copilot Studio และ Azure OpenAI เพื่อเสริมหรือทำให้การตัดสินใจเป็นไปโดยอัตโนมัติและกระตุ้นนวัตกรรม

ความสามารถหลักของ Quantexa Unify

  • การแมปข้อมูลอัตโนมัติแบบไม่ต้องเขียนโค้ด: คุณสามารถกำหนดค่าเวิร์กโหลดด้วยโมเดลข้อมูลของตนเองได้ ซึ่งเป็นการลดความซับซ้อนและเร่งกระบวนการแมปฟิลด์ข้อมูลระหว่างระบบหรือแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกันโดยใช้อินเทอร์เฟซแบบภาพ
  • การจับคู่เอนทิตีขั้นสูง: เวิร์กโหลดจะจับคู่คุณภาพสูงระหว่างประเภทเอนทิตีโดยใช้การกำหนดค่าแบบพร้อมใช้งานได้ทันทีและการเรียนรู้ของเครื่อง โดยเชื่อมโยงบันทึกและเพิ่มเติมข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์
  • ข้อมูลเชิงลึกตามบริบท: ค้นพบการเชื่อมต่อที่สำคัญ เปิดเผยความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ และสร้างกราฟความรู้
  • คุณภาพข้อมูล: ค้นพบและแก้ไขปัญหาคุณภาพข้อมูลโดยใช้แดชบอร์ดของ Power BI
  • ความสามารถในการปรับขนาดและประสิทธิภาพ: เวิร์กโหลดนี้มีการปรับให้เหมาะสมกับความเร็วและความสามารถในการปรับขนาด จึงเหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมองค์กรขนาดใหญ่ที่อาจท่วมท้นไปด้วยปริมาณข้อมูลและความซับซ้อน
  • ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม เพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็วและดีขึ้นเร่งความสามารถขององค์กร ให้ผู้ใช้ทางเทคนิคและทางธุรกิจทั่วทั้งองค์กรของคุณสามารถเข้าถึงและใช้งานข้อมูลที่เชื่อถือได้ นำผลลัพธ์จาก Quantexa Unify มาใช้ประโยชน์ในชุดเครื่องมือวิเคราะห์แบบครบครันของ Microsoft รวมถึง Microsoft Copilot

Dan Higgins ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Quantexa กล่าวว่า “การประกาศเปิดตัว Unify ของ Quantexa สำหรับ Microsoft Fabric ในงาน Ignite ถือเป็นก้าวสำคัญในความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างเรากับ Microsoft เวิร์กโหลดของเราที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับ Microsoft Fabric จะพลิกโฉมวิธีการไปสู่ความพร้อมของข้อมูลขององค์กรต่าง ๆ เพื่อเพิ่มการลงทุนใน AI เพื่อสร้างข้อมูลใหม่ให้สูงสุด การผสานรวมอันทรงพลังนี้ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สร้างรากฐานสำหรับการตัดสินใจที่มีการเสริมประสิทธิภาพด้วยการแก้ไขความสัมพันธ์ของเอนทิตีที่ซับซ้อน โดยใช้ทั้งแหล่งข้อมูลภายนอกและภายในอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เมื่อนำความสามารถในการปรับขนาดและความยืดหยุ่นของ Microsoft Fabric มาใช้ เราจึงสามารถส่งเสริมให้ธุรกิจต่าง ๆ ขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรม และใช้ประโยชน์จากศักยภาพข้อมูลทั้งหมดของตนได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน”

Amir Netz นักวิจัยด้านเทคนิคและ CTO ของ Microsoft Fabric กล่าวว่า “เรายินดีที่ได้เห็นนวัตกรรมของ Quantexa นำความสามารถอันน่าทึ่งนี้มาสู่ Microsoft Fabric ซึ่งจะทำให้องค์กรต่าง ๆ สามารถใช้ข้อมูลของตนภายใน Microsoft Fabric เพื่อส่งเสริมให้เกิดการตัดสินใจที่ดีขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เนื่องจากลูกค้าพึ่งพา Microsoft Fabric ในการเร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลมากขึ้น ความสามารถนี้จึงช่วยให้ลูกค้าได้รับข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นตามความคาดหวังจากการลงทุนด้านข้อมูล โดยทั้งหมดนี้รวมอยู่ในฐานข้อมูลระดับองค์กรที่เชื่อถือได้ เรามุ่งหวังที่จะร่วมมือกับ Quantexa ต่อไป เพื่อช่วยให้ลูกค้าปลดล็อกโอกาสใหม่ ๆ และผลักดันให้ลูกค้าเชื่อมั่นใน AI และโครงการริเริ่มที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของตน”

Novo Banco เข้าร่วมการแสดงตัวอย่างแบบส่วนตัว
นอกเหนือไปจากการแสดงตัวอย่างแบบสาธารณะ ซึ่งทำให้ลูกค้าได้สัมผัสกับ Quantexa Unify ด้วยชุดข้อมูลที่เผยแพร่สู่สาธารณะ นอกจากนี้ Quantexa ยังเปิดเผยด้วยว่าตนได้เปิดการแสดงตัวอย่างแบบส่วนตัวให้แก่ลูกค้าที่พร้อมจะนำ Quantexa Unify ไปปรับใช้ ในวันนี้ที่งาน Microsoft Ignite บริษัท Novo Banco ได้เปิดเผยถึงความตั้งใจที่จะสร้างคลังข้อมูลระดับองค์กรร่วมกับ Quantexa และ Microsoft โดยบริษัทนี้เป็นผู้เข้าร่วมการแสดงตัวอย่างแบบส่วนตัวในช่วงแรก และเป็นสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในโปรตุเกสที่ให้บริการลูกค้าบุคคลและองค์กร ซึ่งบริษัทมีความทะเยอทะยานในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล รวมถึงการขยายข้อเสนอของธนาคารทั่วทั้งยุโรป

Seamus Murphy ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Novo Banco กล่าวว่า “การทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าผ่านมุมมองข้อมูลที่ครอบคลุมทำให้ธนาคารสามารถปรับแต่งการสื่อสารและบริการ ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกับลูกค้า และปกป้องลูกค้าและธนาคารได้ในเวลาเดียวกันด้วยการลงทุนเพียงครั้งเดียว
แนวโน้มของการสร้างโซลูชันแนวตั้งในการปัจจุบันนั้นไม่คุ้มทุนและไม่ได้สร้างผลกระทบทางธุรกิจดังที่ตั้งใจไว้ คลังข้อมูลระดับองค์กรคืออนาคตของการดำเนินการด้านข้อมูลที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพในระบบธนาคาร Unify สำหรับ Microsoft Fabric ของ Quantexa จะเป็นรากฐานของเราในการรื้อถอนไซโลข้อมูลและการเก็บข้อมูลไว้เฉพาะในแต่ละองค์กร ช่วยให้เราสามารถใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้น”

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่องค์กรของคุณสามารถเข้าร่วมการดูตัวอย่างแบบสาธารณะหรือแบบส่วนบุคคลของ Quantexa สำหรับ Unify สำหรับ Microsoft Fabric ของ Quantexa โปรดไปที่นี่

เกี่ยวกับ Quantexa
Quantexa เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ AI ระดับโลกที่บุกเบิกด้านตัวช่วยการตัดสินใจอัจฉริยะ ที่ให้อำนาจองค์กรในการตัดสินใจในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่เชื่อถือได้โดยการให้ข้อมูลตามบริบท แพลตฟอร์มตัวช่วยการตัดสินใจอัจฉริยะของ Quantexa ช่วยให้องค์กรค้นพบความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่และโอกาสใหม่ ๆ โดยการนำข้อมูลที่แยกกันมาผนวกรวมและเปลี่ยนให้เป็นแหล่งข้อมูลที่สามารถใช้ซ้ำและเชื่อถือได้ด้วยการใช้ความก้าวหน้าล่าสุดของปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาด้านความท้าทายที่สำคัญได้อย่างครอบคลุม ทั้งการจัดการข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า KYC อาชญากรรมทางการเงิน ความเสี่ยง การฉ้อโกง และความปลอดภัย ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ตลอดวงจรการตัดสินใจของลูกค้า

แพลตฟอร์มตัวช่วยการตัดสินใจอัจฉริยะของ Quantexa ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้วยความแม่นยำมากกว่า 90% อีกทั้งความละเอียดของแบบจำลองการวิเคราะห์ก็รวดเร็วกว่าวิธีการแบบดั้งเดิมถึง 60 เท่า การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแพลตฟอร์มตัวช่วยการตัดสินใจอัจฉริยะของ Quantexa ที่ Forrester TEI ดำเนินการโดยอิสระ พบว่าลูกค้ามีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) 228% ในช่วงเวลาสามปี Quantexa ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 ปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 800 คน และมีผู้ใช้แพลตฟอร์มหลายพันรายที่ทำงานเกี่ยวกับธุรกรรมและจุดรวบรวมข้อมูลหลายพันล้านรายการทั่วโลก

แหล่งข้อมูล
บล็อก Microsoft Fabric Ignite: https://aka.ms/Fabric-Ignite24

สอบถามด้านสื่อ
ติดต่อ: Stephanie Crisp, Fight or Flight
อีเมล: [email protected]

หรือ

ติดต่อ: Adam Jaffe รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดขององค์กร
โทรศัพท์: +1 609 502 6889
อีเมล: [email protected]

    GlobeNewswire Distribution ID 1001014194

BYD ตอกย้ำความร่วมมืออันแข็งแกร่งกับพันธมิตรในตลาดระบบกักเก็บพลังงานในระหว่างงานประชุมพันธมิตร

เซินเจิ้น ประเทศจีน, Nov. 19, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — BYD Co. Ltd. ขยายโปรแกรมพันธมิตรสำหรับโซลูชัน BYD Energy Storage ในฐานะส่วนหนึ่งของโปรแกรม BYD ได้จัดงานประชุมพันธมิตรที่สำนักงานใหญ่ของ BYD ในเดือนพฤศจิกายน 2024 โดยพันธมิตรได้มีโอกาสบอกเล่าประสบการณ์ของตนเอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทีมงานด้านเทคนิค และรับชมตัวอย่างพิเศษเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และคุณสมบัติใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว

“BYD ได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงโรงงานผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าโซลูชันการกักเก็บพลังงานไม่ได้เพียงแค่เป็นนวัตกรรมชั้นแนวหน้าเท่านั้น แต่ยังผลิตขึ้นตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดและด้วยวิธีที่คุ้มค่าอีกด้วย” Yin Xiaoqiang ผู้จัดการทั่วไปของ BYD Energy Storage กล่าว “ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราคือการสนทนาเชิงรุกกับพันธมิตรและลูกค้าของเรา ด้วยเหตุนี้ การประชุมอย่างสม่ำเสมอกับพันธมิตรจากภาคส่วนการจัดจำหน่ายและการติดตั้งจึงเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมพันธมิตรของเรา เราจริงจังกับคำติชมและข้อมูลเชิงลึกของพันธมิตรและลูกค้า และพัฒนาโซลูชันของเราให้ก้าวหน้าไปเพื่อช่วยให้พวกเขาตอบสนองความต้องการในปัจจุบันและอนาคตด้านการใช้และกักเก็บพลังงานหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ”

เป้าหมายหลักของ BYD สำหรับการประชุมครั้งนี้คือ การได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความท้าทายทางการตลาดในปัจจุบันที่พันธมิตรกำลังเผชิญ และวิธีที่โซลูชันการกักเก็บพลังงานจะสามารถช่วยจัดการกับความท้าทายเหล่านั้นได้ ซึ่งมีดังนี้

  • ผู้ค้าส่งและผู้ติดตั้งหลายรายรายงานว่า ขณะนี้ตนกำลังเผชิญกับความลังเลใจจากฝั่งลูกค้าในการลงทุนใน PV และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากตลาดกำลังประสบภาวะตกต่ำ
  • อย่างไรก็ตาม พันธมิตรเหล่านี้ได้ยืนยันว่าโซลูชันต่าง ๆ เช่น ซีรีส์ต่าง ๆ ของ BatteryBox ได้ช่วยให้ตนชนะใจลูกค้าได้ เนื่องจาก PV และระบบกักเก็บพลังงานกลายเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้มากขึ้นทุกที
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงแนวโน้มต่าง ๆ เช่น การชาร์จแบบสองทิศทางและการกำหนดราคาไฟฟ้าแบบไดนามิก พลังงานในการชาร์จสูงของระบบ BYD BatteryBox จึงสร้างความได้เปรียบอย่างมาก

นอกจากนี้ งานประชุมดังกล่าวยังจัดให้มีการแสดงตัวอย่างพิเศษเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะเปิดตัวและคุณสมบัติใหม่ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านระบบกักเก็บพลังงานอีกด้วย นอกเหนือจากการประชุมกับผู้ใช้และการเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของ BYD แล้ว พันธมิตรต่าง ๆ ยังได้มีโอกาสชมเบื้องหลังของโรงงานผลิต BYD ที่มีความก้าวหน้าสูงสุดแห่งหนึ่งอีกด้วย นิคมอุตสาหกรรมในหนานหนิงเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการผลิตเซลล์กักเก็บพลังงานและระบบกักเก็บพลังงาน มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2023 ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และประกอบด้วยฐานการผลิต 55GWh สำหรับเซลล์และระบบกักเก็บพลังงาน

ติดต่อด้านสื่อQifen ZHONG, [email protected]

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:
www.byd.com
www.bydenergy.com
www.batterybox.com

รูปภาพที่มีให้ชม: https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/af385434-ffba-4663-a424-acf9b43726d2

วิดีโอที่มีให้ชม: https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/84e6db77-afd8-479c-88bd-f655b1ff3a99


GlobeNewswire Distribution ID 9276204

Tū Ātea และ Mavenir ร่วมกันบุกเบิกสู่อนาคตของเครือข่ายโดยใช้สินทรัพย์สเปกตรัมของชาวเมารี

ริชาร์ดสัน, เทกซัส, Nov. 16, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — Mavenir ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายแบบคลาวด์เนทีฟที่สร้างอนาคตให้กับเครือข่ายต่าง ๆ ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญวันนี้กับ Tū Ātea Limited ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการโดยชาวพื้นเมืองเอาเตอารัว/นิวซีแลนด์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโทรคมนาคมเพื่อชาวเมารี ภายใต้ความร่วมมือนี้ Tū Ātea จะนำโซลูชัน 5G Converged Packet Core และ Open Radio Access Networks (Open RAN) รุ่นล้ำสมัยของ Mavenir มาปรับใช้โดยใช้สินทรัพย์สเปกตรัมที่ชาวเมารีเป็นเจ้าของ ความร่วมมือนี้จะผลักดันการพัฒนาเครือข่ายส่วนตัวแบบเซลล์ขนาดเล็ก 4G และ 5G และการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันทั่วทั้งเอาเตอารัว

การอำนวยความสะดวกในการเป็นโฮสต์ตัวกลางจะช่วยให้ Tū Ātea และ Mavenir สามารถมอบทางเลือกโครงสร้างพื้นฐานแบบใช้ร่วมกันที่คุ้มค่าแก่ผู้ให้บริการเครือข่ายในนิวซีแลนด์ เพื่อขยายขอบเขตการให้บริการไปยังชุมชนที่ยังเข้าถึงเครือข่ายได้ไม่เพียงพอ

พันธกิจที่กว้างขึ้นของ Tū Ātea ครอบคลุมถึงการริเริ่มด้านการฝึกอบรมและการจ้างงาน และการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างต้นแบบเทคโนโลยีไร้สายขั้นสูงสำหรับชาวเมารี

หลังจากที่ Tū Ātea เข้าซื้อกิจการ Broadtech Group ในเดือนธันวาคม 2023 ความร่วมมือนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญในการสร้างความเป็นผู้นำของชาวเมารีในวงการโทรคมนาคม Tū Ātea จะออกแบบ สร้าง และให้บริการเครือข่ายส่วนตัวระดับผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานแบบเปิดและกำหนดโดยซอฟต์แวร์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อขยายความครอบคลุมที่สำคัญ ผ่านบริษัทในเครือที่ใช้ชื่อว่า Tū Ātea Network Services

“เราจะร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายแบบใช้ร่วมกันซึ่งจะขยายบริการ 4G และ 5G ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่บริการยังเข้าไม่ถึง” Antony Royal ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tū Ātea กล่าว “ความร่วมมือครั้งนี้เพิ่มศักยภาพแก่ชาวเมารีในการขับเคลื่อนโซลูชันเทคโนโลยีต้นทุนต่ำแบบใช้เครือข่ายร่วมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท”

Tū Ātea จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของ Mavenir และตั้งเป้าที่จะให้บริการในราคาประหยัดเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้นทั่วทั้งเอาเตอารัว โครงการริเริ่มที่นำโดยชาวเมารีนี้ยังเป็นการเริ่มใช้เครือข่าย 5G ส่วนตัวที่สามารถปรับขนาดได้สำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิตภาคปฐมภูมิ การผลิตในอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ “การร่วมมือกับ Tū Ātea ถือเป็นโอกาสพิเศษสำหรับ Mavenir ในการสนับสนุนโครงการริเริ่มที่นำโดยชาวเมารี ซึ่งจะเป็นการบุกเบิกอนาคตของบริการเครือข่าย” Pardeep Kohli ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mavenir กล่าว “โซลูชันที่ออกแบบมาให้ทำงานบนระบบคลาวด์ของเราเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่ทรงพลัง ซึ่งจะสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่อุตสาหกรรมและชุมชน”

Royal เน้นย้ำว่าความร่วมมือกับ Mavenir ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขนาดใหญ่ซึ่งได้รวมการสร้างงานและการฝึกอบรมในภาคโทรคมนาคมไว้ด้วย นอกจากนี้ Tū Ātea กำลังจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการวิจัย การทดสอบ และการพัฒนาเชิงพาณิชย์สำหรับชาวเมารี โดยใช้เทคโนโลยี 5G และไร้สาย พร้อมสนับสนุนแนวคิดและโครงการริเริ่มต่าง ๆ ที่เสริมศักยภาพทางเทคนิคและเชิงพาณิชย์ของชาวเมารี

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการปูทางสู่ยุคใหม่ของบริการเครือข่ายและนวัตกรรม เสริมสร้างขีดความสามารถของชาวเมารี ปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจของชุมชนห่างไกล และยกระดับอนาคตทางดิจิทัลของนิวซีแลนด์

เกี่ยวกับ Tū Ātea
Tū Ātea Limited เป็นบริษัทแม่ของ Tū Ātea Network Services Limited (เดิมคือ Broadtech Group) ซึ่งประกอบด้วย Broadtech Limited และ JDA (Johnston Dick & Associates Limited)

Tū Ātea Limited: บริการด้านสเปกตรัม บริการเครือข่ายวิทยุ รวมถึงบริการเครือข่ายส่วนตัว 4G และ 5G อีกทั้งอุปกรณ์เครือข่ายขนาดกะทัดรัดที่สามารถเคลื่อนย้ายได้รวดเร็ว สำหรับบริการเครือข่ายนอกโครงข่ายที่ต้องการความรวดเร็ว

Tū Ātea Network Services Limited: (บริษัทโทรคมนาคมและการออกอากาศ) ให้บริการด้านเทคโนโลยีที่หลากหลาย รวมถึงการออกแบบ ก่อสร้าง และดำเนินงานแบบบูรณาการ ตลอดจนบริการพันธมิตรทางเทคโนโลยีสำหรับภาคการออกอากาศ โทรคมนาคม การดูแลสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ สาธารณูปโภค สื่อ และองค์กรธุรกิจในนิวซีแลนด์และภูมิภาคแปซิฟิก นำเสนอและสนับสนุนโซลูชันที่หลากหลาย รวมถึงระบบเซลลูลาร์แบบมาโครและในอาคาร การดูแลสุขภาพดิจิทัล การเชื่อมโยงและเชื่อมต่อด้วยไมโครเวฟ การผลิตและส่งสัญญาณจากสตูดิโอออกอากาศ การผลิตภาพยนตร์และสื่อ โซลูชันการสื่อสารทางทะเลและการสื่อสารที่สำคัญ เป็นเจ้าของ/ให้เช่าและดำเนินการเครือข่ายหอสื่อสารสำหรับการกระจายเสียงทั่วประเทศ ซึ่งให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.tuatea.nz
ติดต่อ: [email protected]

เกี่ยวกับ Mavenir
Mavenir กำลังสร้างอนาคตของเครือข่ายปัจจุบันด้วยโซลูชันระบบคลาวด์เนทีฟที่ใช้ AI ขับเคลื่อน ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ให้บริการสามารถใช้ประโยชน์จาก 5G และสร้างเครือข่ายที่อัจฉริยะ อัตโนมัติ และสามารถตั้งโปรแกรมได้ ในฐานะผู้ริเริ่ม Open RAN และผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว โซลูชันที่ได้รับรางวัลของ Mavenir กำลังส่งมอบระบบอัตโนมัติและการสร้างรายได้ผ่านเครือข่ายมือถือทั่วโลก โดยเร่งการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายซอฟต์แวร์สำหรับผู้ให้บริการด้านการสื่อสารมากกว่า 300 รายในกว่า 120 ประเทศ ซึ่งให้บริการแก่ผู้ใช้มากกว่าร้อยละ 50 ของประชากรโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.mavenir.com

ผู้ติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Mavenir:
Emmanuela Spiteri
[email protected]

สามารถชมรูปภาพที่เกี่ยวกับการประกาศนี้ได้ที่ https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/af4d08fb-e894-430a-b630-d29d0d6e41c2

GlobeNewswire Distribution ID 9275113

EAACI to Launch วันรณรงค์การตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะภูมิแพ้รุนแรงโลก ในวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่งาน FAAM-EUROBAT 2024

Use this banner at the head of the Press release

กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ, Nov. 14, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — The European Academy of Allergy and Clinical Immunology (EAACI) ภาคภูมิใจที่จะประกาศการจัดตั้ง วันรณรงค์การตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะภูมิแพ้รุนแรงโลก ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2024 โครงการสำคัญนี้จัดขึ้นในวันเปิดการประชุม FAAM-EUROBAT 2024 ในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ซึ่งมุ่งหวังที่จะสร้างการตระหนักรู้ พร้อมส่งเสริมขั้นตอนสำคัญในการป้องกันและจัดการภาวะภูมิแพ้รุนแรง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาแพ้ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ภาวะภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันมีผลกระทบต่อประชากรโลกประมาณ 1-2% โดยเหตุการณ์กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันนี้ต้องรับการรักษาทางการแพทย์อย่างทันท่วงที และมักเกิดจากการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย เช่น อาหารบางชนิด แมลงสัตว์กัดต่อย ยา หรือยางลาเท็กซ์ แม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ความรู้เกี่ยวกับอาการ สาเหตุ และการตอบสนองฉุกเฉินต่อภาวะภูมิแพ้รุนแรงยังอยู่ในระดับต่ำ วันรณรงค์การตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะภูมิแพ้รุนแรงโลก จัดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดความรู้เหล่านี้ และส่งเสริมความเข้าใจในระดับโลกเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่สำคัญนี้

วันรณรงค์การตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะภูมิแพ้รุนแรงโลก จะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตอบสนองฉุกเฉินอย่างทันท่วงทีและมาตรการป้องกัน ผ่านกิจกรรมการให้ความรู้ EAACI ขอเชิญชวนบุคลากรทางการแพทย์ สมาคมภูมิแพ้ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลกเข้าร่วมและเผยแพร่ข้อความนี้ในชุมชนของตน

ด้วยความร่วมมือในวันนี้ EAACI จะเผยแพร่ คู่มือปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วย ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ครอบคลุมเพื่อสนับสนุนผู้ป่วยและผู้ดูแลในการทำความเข้าใจ การจัดการ และการป้องกันปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน คู่มือนี้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการระบุสารกระตุ้น การใช้เครื่องฉีดอะดรีนาลีนอัตโนมัติอย่างถูกต้อง และการสร้างแผนปฏิบัติการเฉพาะบุคคลเพื่อจัดการความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน

“เรายินดีอย่างยิ่งที่จะเปิดงาน วันรณรงค์การตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะภูมิแพ้รุนแรงโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน FAAM-EUROBAT 2024” ดร. Maria Torres ประธาน EAACI กล่าว “เราหวังว่าโครงการนี้จะส่งเสริมด้านความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นให้แก่ทั้งตัวบุคคล ครอบครัว และผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ในการป้องกันและตอบสนองต่อภาวะภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน นี่เป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงการดูแลผู้ป่วยและลดผลกระทบของภาวะสุขภาพที่ร้ายแรงนี้”

FAAM-EUROBAT 2024 ซึ่งเป็นงานประชุมด้านภูมิแพ้อาหารและภาวะภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันที่มีชื่อเสียงของ EAACI จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 พฤศจิกายน โดยมีผู้นำระดับโลกในด้านการวิจัยและการดูแลโรคภูมิแพ้เข้าร่วมงาน วันรณรงค์การตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะภูมิแพ้รุนแรงโลก จะเป็นช่วงเวลาสำคัญภายในงานประชุม สำหรับเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของ EAACI ในการรักษาความปลอดภัยของผู้ป่วยและการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ วันรณรงค์การตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะภูมิแพ้รุนแรงโลก หรือ “คู่มือปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วย” กรุณาเยี่ยมชม เว็บไซต์วันรณรงค์การตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะภูมิแพ้รุนแรงโลกของ EAACI

https://eaaci.org/events_meetings/faam-2024/

https://eaaci.org/about-eaaci/

ติดต่อด้านสื่อ:

[email protected]
+ 41 44 205 55 39

Use these images at on the button of the press release

ดูรูปภาพประกอบประกาศนี้ได้ที่:
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/c27c467a-b7bf-4bfa-8f57-3cd3111da23b
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/99c39d50-e140-468f-adbd-7255c9850f7b

GlobeNewswire Distribution ID 1001013248